Page 108 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2563)
P. 108
ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2563) 107
1) ห้ามลงโทษทางอาญาในความสัมพันธ์ทางเพศเดียวกันที่เป็นไปโดยสมัครใจ (decriminalization
consensual same sex)
ประเทศไทยไม่มีฐานความผิดดังกล่าวแล้ว แต่เราเคยมีในกฎหมายอาญาเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน
อันที่จริงบทบัญญัติที่ห้ามความสัมพันธ์ของเพศเดียวกันไปดึงมาจากระบบกฎหมายอังกฤษเดิมทั้งที่
ไม่จ�าเป็น มาตรานี้ก็ยังอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาของเมียนมาร์ มาเลเซีย สิงคโปร์ แต่ฮ่องกงได้ยกเลิก
ไปแล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ไม่มีปัญหาในทางกฎหมาย ในส่วนของสังคมก็อาจจะไม่ได้มองแบบนั้น
แต่ก็มีรายการ ละคร หรือซีรี่ย์ทางโทรทัศน์ที่มีมุมมองใหม่ ๆ ต่อกรณีดังกล่าว ส่วนอินเดียก็เป็นไป
โดยผลของศาลสูงสุดอินเดียที่ตัดสินว่ากฎหมายลักษณะดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราต้อง
กล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ก่อนเรื่องแต่งงาน ไม่ได้หมายความว่าเรื่องแต่งงานไม่ส�าคัญ ขั้นตอนแต่งงานจะเป็น
อีกขั้นหนึ่ง ในเบื้องต้น เราต้องตอบตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศถึงสิ่งที่มิควรท�าเสียก่อน
2) ให้มีกฎเกณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเลือกปฏิบัติ (non-discrimination)
มาตรการทางกฎหมายที่ต่อต้านการเลือกปฏิบัติทางเพศและเพศสภาพ ตอนนี้ในรัฐธรรมนูญ
มาตรา 27 มีค�าว่า “เพศ” อยู่ แต่จะตีความอย่างไรก็ยังคงเป็นประเด็นค�าถาม เราเคยมีฉบับร่างที่
เอื้อต่อเพศสภาพ คือเจตนาเดิมของฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญเคยมีกว้างกว่าค�าที่ปรากฏในบทบัญญัติของ
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และเรามีกฎหมายว่าด้วยความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งห้ามเลือกปฏิบัติทั้งใน
เรื่องเพศและการแสดงออกทางเพศ ซึ่งจริง ๆ แล้วคงจะหมายถึงการแสดงออกทางเพศสภาพ (gender
expression) คือ ผู้ที่แต่งกายนอกเหนือจากที่เติบโตมาทางชีวภาพ และกรณีตัวอย่าง (test cases) ที่มี
การร้องเรียนไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติระหว่างเพศ (วลพ.) ในหลายกรณีไม่ใช่ผู้หญิง
ที่ถูกเลือกปฏิบัติ แต่เป็นกลุ่มผู้หญิงข้ามเพศที่ร้องไปเมื่อถูกเลือกปฏิบัติเรื่องการแต่งกาย และ
คณะกรรมการก็ตีความให้กลุ่มเหล่านี้แต่งกายอย่างไรก็ได้ ซึ่งก็เป็นการตีความที่ดี เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้
เราก็มีกฎหมายอยู่แล้ว คือ พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศฯ ซึ่งถ้าประเมินอย่างกว้างก็ถือว่า
เอื้อได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมคาดหวังคือ กรณีกลุ่ม transgender ถ้าเขาต้องการจะแปลงเพศ หรือ
เปลี่ยน หรือพิสูจน์ตนเอง พระราชบัญญัตินี้ยังไม่ครอบคลุมถึง ดังนั้น กระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษย์จึงพยายามร่างกฎหมายใหม่ที่มีบทบัญญัติรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ คือให้รวมถึง
กลุ่มข้ามเพศ (transgender) ซึ่งหากมีกฎหมายนี้ก็จะสามารถเปลี่ยน ID ได้ แต่ก็ยังมีประเด็นที่ยัง
โต้แย้งกันอยู่ว่า ถ้าจะเปลี่ยนได้ต้องมีการผ่าตัดหรือไม่ โดยในปัจจุบัน ยุโรป อเมริกาใต้ และสหประชาชาติ
เอง ก็เป็นไปในแนวทางที่ไม่ต้องมีการผ่าตัด ผมเองก็มองว่าไม่จ�าเป็นต้องผ่าตัด เพราะกรณีนี้เป็นเรื่อง
เกี่ยวกับความรู้สึกของเราเองภายใน เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ของเราก็ไม่แย่ แต่ก็ยังไม่ครบถ้วน เราก็ยัง
ขาดกฎหมายที่เอื้อต่ออัตลักษณ์ทางเพศอยู่ แต่เริ่มแล้ว
ในส่วนที่เกี่ยวกับ intersex ตอนนี้เราก็มีความเข้าใจว่าถ้าผ่าตัดแปลงเพศแล้วก็เปลี่ยน
ค�าน�าหน้านามได้ แต่ก็ต้องเปลี่ยนทัศนะในอนาคตเพราะว่า ตามกรอบของ intersex หรือ sex
characteristics ก็ไม่น่าจะต้องผ่าตัด นอกจากจ�าเป็นต้องผ่าตัด และก็ปล่อยให้เขาโตพอที่จะเลือก
ผ่าตัดด้วยตนเอง แทนที่จะไปผ่าตัดเขาตั้งแต่เด็ก
3) การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศในกฎหมาย
เรายังไม่มีกฎหมายรับรอง gender identity ซึ่งเราเคยมีร่างกฎหมายแต่ก็ตกไป ตอนนี้ก็อยู่

