Page 104 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2563)
P. 104

ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2563)  103



                                                     มากขึ้น สิ่งที่ถูกกระทบคือผู้อื่นจะเป็นคนก�าหนดว่าบุคคล
                                                     นั้นควรจะเป็นเพศใด โดยเฉพาะเด็กมักจะถูกบังคับให้เป็น
                                                     เพศตามความต้องการของพ่อแม่ หรือแพทย์จะท�าการ

                                                     ตัดอวัยวะบางส่วนออก  แทนที่จะเป็นไปตามที่บุคคลนั้น
                                                     ต้องการจะเป็นซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกลุ่ม  intersex  หรือ
                                                     กลุ่มที่มีสองอวัยวะหรือมีอวัยวะที่มีลักษณะพิเศษ หรือ
                                                     การกดดัน (pressure) ให้เด็กเป็นในสิ่งที่เด็กไม่ได้อยากเป็น

                                                     ในหลายกรณีเด็กที่มีสองอวัยวะมักจะถูกตัดหรือถูก
                                                     ก�าหนดให้เป็นเพศใดเพศหนึ่งซึ่งมีผลกระทบต่อจิตใจของเด็ก
                                                             ในเวทีสากลจะสนใจใน        4       ประเด็น คือ 1)     ทางเลือก
                                                     หรือวิถีทางเพศ (sexual orientation) 2) อัตลักษณ์

                                                     ทางเพศ (gender identity) 3) การแสดงออกทาง
                                                     เพศสภาพ (gender expression) และ 4) ลักษณะทาง
                  เพศ (sex characteristics) ซึ่งแต่ละกลุ่มจะได้รับผลกระทบจากกฎหมายหรือสังคมและมักก่อให้เกิด
                  การเลือกปฏิบัติหรือการกระท�าที่ไม่สมควรต่อบุคคลเหล่านั้น ดังนั้น สหประชาชาติจึงตั้งผู้เชี่ยวชาญ

                  อิสระว่าด้วยการป้องกันจากการใช้ความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของวิถีทางเพศและ
                  อัตลักษณ์ทางเพศ (Independent Expert on Protection against violence and discrimination
                  based on sexual orientation and gender identity) มาท�าหน้าที่ตรวจสอบ
                      ในมุมมองสิทธิมนุษยชนเราควรเคารพในสิ่งที่เขาเป็นโดยไม่เลือกปฏิบัติ  (non-discrimination)

                  ไม่ว่าเขาจะเป็นเพศอะไร ต้องปฏิบัติต่อเขาในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ในปัจจุบันอาจมีปัญหาเรื่อง
                  gender marker (การระบุสถานะทางเพศ) อยู่เหมือนกัน คือช่องที่ต้องระบุในเอกสารว่าเป็นชายหรือ
                  หญิง หลายประเทศจะมีช่องให้ระบุว่า “อื่น ๆ” เพิ่มเข้ามา จริง ๆ แล้วไม่ต้องระบุจะดีกว่า เพราะหลาย
                  กรณีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นชายหรือหญิง เมื่อกล่าวถึงความเป็นชายหรือหญิงก็เหมือนมีการเลือกปฏิบัติ

                  ไปแล้ว เช่น การเรียนจะได้รับวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตรไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นชายหรือหญิงแต่ขึ้น
                  อยู่กับความสามารถ  ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลายแห่งได้เปิดช่องให้พิสูจน์ตนเองตามอัตลักษณ์
                  ทางเพศหรือเพศสภาพ  คือแต่งกายตามเพศสภาพไปรับปริญญาได้  และยังสอดคล้องกับพระราช
                  บัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ที่เอื้อต่อการแต่งกายและอัตลักษณ์ทางเพศของบุคคล

                      ประเด็นเรื่องค�าน�าหน้านาม นานาประเทศเรียกว่า “gender marker” ที่ต้องระบุว่าเป็นเพศ
                  อะไร  หลายกรณีไม่จ�าเป็นต้องระบุว่าเป็นชายหรือหญิง  ในเวทีระหว่างประเทศมีการถกเถียงกัน
                  มากขึ้น ทางเลือกที่ดีกว่าอาจไม่ต้องระบุว่าเป็นเพศใดเว้นแต่กรณีจ�าเป็นจริง ๆ เช่น ในกรณีที่ต้องทราบ
                  เพศก�าเนิดทางชีวภาพเพื่อประโยชน์ในการรักษาหรือทางการแพทย์ ในอนาคตเราอาจเปลี่ยนแปลง

                  เกี่ยวกับการระบุค�าน�าหน้านามหรือ gender marker ก็ได้ ประเทศที่อาจจะมีการยกเลิกเกี่ยวกับค�าน�า
                  หน้านาม เช่น ในเยอรมันศาลสั่งให้ทางรัฐไปพิจารณาหลักเกณฑ์ในการท�าเอกสารต่าง ๆ ว่าจ�าเป็นต้องมี
                  การระบุเพศไว้หรือไม่ เราควรจะให้โอกาสบุคคลพิสูจน์อัตลักษณ์ของตัวเองแทนที่จะให้ผู้อื่นมาก�าหนด
                  ให้และไม่จ�าเป็นจะต้องผ่าตัด  ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปสั่งให้รัฐเครือข่ายเกือบ  50  ประเทศเปิดช่องให้
   99   100   101   102   103   104   105   106   107   108   109