Page 110 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2563)
P. 110

ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2563)  109



                      สุดท้ายเรื่องแต่งงานหรือเรื่องคู่ชีวิต คือ เดิมทีที่ตกลงกันได้ในกฎหมายระหว่างประเทศ
                  ได้รับรองไว้แต่เดิมว่า  สิทธิในการแต่งงานเป็นของชายและหญิง  ซึ่งการก�าหนดถ้อยค�าไว้แบบนั้น  คือ
                  “และ”  แต่ถ้าจะตีความไว้แบบกว้าง  คือ  ผมคิดว่าน่าจะตีความว่า  “หรือ”แต่บังเอิญว่ากรรมการของ

                  สหประชาชาติเองก็ตีความแบบแคบ  เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็อาจกล่าวได้ว่า  รัฐมีเสรีภาพที่จะให้แต่งงาน
                  ได้ ไม่ว่าในกฎหมายระหว่างประเทศจะว่าอย่างไร ก็ต้องมองแบบนั้น แต่ไม่ได้ก�าหนดถึงขนาดที่ว่า
                  รัฐต้องแต่งงานให้ นอกจากบางภูมิภาคที่มีระบบผูกมัดตามภูมิภาคที่ก�าหนดไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องแต่งงาน
                  ให้ คือ ยุโรป และอเมริกาใต้ โดยศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปวินิจฉัยว่ารัฐต้องแต่งงานให้ คือ การแต่งงาน

                  แบบสมบูรณ์ ชายหญิงมาแต่งงาน ทั้งทาง civil (พลเมือง) และทาง religious (พิธีกรรม) ทีนี้กรณีเอเชีย
                  หรือไทย ในขั้นต้นที่เราท�าไม่ใช่เรื่องแต่งงาน เพราะการแต่งงานมันมีมุมทั้ง civil (พลเมือง) และศาสนา
                  เรามามองในแง่ของพลเมืองก่อนคือ  กฎหมายคู่ชีวิต  ซึ่งก็มีบางประเทศที่ใช้ระบบนี้  เช่น  ประเทศ
                  ฝรั่งเศส เป็นต้น ในเบื้องต้นกฎหมายคู่ชีวิต ก�าหนดเกี่ยวกับนิติกรรมสัญญาที่จะดูแลซึ่งกันและกัน

                  และรับมรดก โดยมองว่าเป็นเรื่องพลเมืองโดยยังไม่เข้าไปเกี่ยวกับเรื่องศาสนา แต่พอเป็นเรื่องแต่งงาน
                  มันจะมีอีกครึ่งหนึ่งที่เกี่ยวกับศาสนา เพราะฉะนั้นการมีร่างกฎหมายคู่ชีวิตก็ถือเป็นจุดเริ่มต้น แต่ก็ไม่ได้
                  ปิดกั้นความเป็นไปได้ในการมีกฎหมายที่ก�าหนดให้สมรส  ซึ่งหลายฝ่ายก็มองว่าท�าไมไม่แก้ประมวล
                  กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้สามารถท�าการสมรสได้เลย  ซึ่งก็อาจต้องค่อยเป็นค่อยไป  อย่าลืมว่าพอ

                  พูดถึงการแต่งงานในประเทศไทยหรือประเทศอื่นก็ต้องค�านึงถึงประชาชนทั้งปวง และก็จะมีกลุ่มของ
                  ศาสนาทั้งประเทศเราและประเทศอื่นที่เขาจะมีประเด็นในเรื่องเหล่านี้ด้วย เพราะฉะนั้น ในหลายกรณี
                  อย่างออสเตรเลียกฎหมายว่าด้วยการแต่งงาน  ครึ่งหนึ่งของบทบัญญัติจะเกี่ยวกับเรื่องพระที่ปฏิเสธ
                  ไม่ยอมจดทะเบียนให้ตามหลักศาสนา ก็ต้องไปตกลงกันให้ได้ ทางออกก็คือ มีหลายประเทศที่ไม่บังคับพระ

                  แต่ก็ให้หาท่านอื่นมาท�าหน้าที่จดทะเบียนตามหลักศาสนา เป็นต้น แต่เรื่องพวกนี้เรายังไม่ได้พูดถึง
                  เพราะบางฝ่ายก็ยังพูดว่ากฎหมายคู่ชีวิตไม่เพียงพอ จะต้องมีกฎหมายการสมรส แต่ก็ต้องค�านึงถึง
                  ความรู้สึกของศาสนาด้วย  ซึ่งบางศาสนาก็ตีความศาสนบัญญัติไว้กว้างแคบต่างกัน  เพราะฉะนั้น
                  การจะไปชี้ว่าผิดถูกคงไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป และค�านึงถึงมุมมองที่จะปรองดองกันด้วย ประเด็นนี้ไม่ได้

                  ส�าคัญน้อยที่สุดส�าหรับผม แต่กฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่ค่อยชัด ส่วนกฎหมายภายในของรัฐเริ่มชัด
                  ขึ้นแล้ว ที่ยุโรป อเมริกาใต้ อเมริกาเหนือ บุคคลไม่ว่าจะเพศใดก็มีสิทธิแต่งงานกันได้แล้ว ในเอเชียก็มี
                  ไต้หวัน แต่อย่าลืมว่าไต้หวันก็ยังติดขัดเรื่องกฎหมายว่าด้วยอัตลักษณ์ทางเพศ แต่ที่ส�าคัญที่เราเน้นมาก
                  ที่สุดในเรื่องอาณัติของสหประชาชาติก็คือ เราต่อต้านการเลือกปฏิบัติและความรุนแรง ซึ่งไม่มากก็น้อย

                  จะเกี่ยวข้องกับประเด็นของกลุ่ม sexual orientation and gender identity


                      4. ในปัจจุบันมีปัญหาความเหลื่อมล�้าหรือความไม่เท่าเทียม หรือปัญหาอื่น ๆ ที่มีต่อบุคคล
                  ที่มีความหลากหลายทางเพศในเรื่องใดอีกบ้าง และควรมีแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

                      กรณีของประเทศไทยยังคงเกี่ยวกับ 6 ประเด็นที่ได้กล่าวไปแล้ว ในทางปฏิบัติอาจมีเรื่อง
                  stereotype อยู่บ้าง ส�าหรับการกลั่นแกล้ง (bullying) กันในโรงเรียน อาจด�าเนินการแก้ไขปัญหาเป็น
                  3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายแรก คือ รัฐควรก�าหนดนโยบายต่อต้านความรุนแรงในโรงเรียน รวมถึงการมีกฎหมาย
                  ซึ่งกฎหมายของไทยก็มีเรื่องการต่อต้านความรุนแรงอยู่  ฝ่ายที่สอง คือ โรงเรียนต้องมีนโยบายเกี่ยวกับ
   105   106   107   108   109   110   111   112   113   114   115