Page 87 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 87
บางอย่างของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่กระทำาการใด ๆ เพื่อเรียกร้องให้มีการคุ้มครองหรือการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
ซึ่งสำานักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) สรุปออกมาเป็นความหมายอย่างสังเขปได้ว่า
“นักปกป้องสิทธิมนุษยชน คือ คำาจำากัดความที่ใช้อธิบายถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่กระทำาการใด ๆ ในเชิงคุ้มครอง
หรือส่งเสริมสิทธิมนุษยชน” อย่างไรก็ตาม ความหมายของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนยังต้องพิจารณาจากสิ่งที่พวกเขาทำา
116
และบริบทของงานที่พวกเขาทำาด้วย การทำาหน้าที่ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในการเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ จึงมี
ความเชื่อมโยงกับการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งได้รับการรับรอง
ในข้อ 19 ของกติกา ICCPR คณะกรรมการประจำากติกา ICCPR ได้ทำาความเห็นทั่วไปฉบับที่ 34 เกี่ยวกับเสรีภาพ
ในการแสดงความเห็นและแสดงออกตามข้อ 19 ของกติกาฯ ที่ยำ้าถึงความสำาคัญของเสรีภาพดังกล่าวในสังคมประชาธิปไตย
โดยรัฐจะต้องให้ความคุ้มครองการแสดงออกรูปแบบต่าง ๆ และรัฐภาคีต้องประกันสิทธิของประชาชนในการเข้าถึง
ข้อมูลที่รัฐครอบครอง ซึ่งรวมถึงสิทธิที่สื่อสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับกิจการของรัฐ และสิทธิที่สาธารณชน
จะได้รับข่าวสารดังกล่าวจากสื่อ สำาหรับประเทศไทยประเด็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นหนึ่งในประเด็น
ที่แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2562-2565) กำาหนดให้มีแผนสิทธิมนุษยชนสำาหรับรายกลุ่มเป็นการเฉพาะ
รวมถึงยังได้ถูกกำาหนดให้เป็นประเด็นหลักของแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
Action Plan: NAP) ระยะที่ 1 ซึ่งมีกำาหนดระยะเวลาบังคับใช้ 4 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2562-2565
นักปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นผู้ที่ออกมาเรียกร้องต่อรัฐให้ทำาการคุ้มครอง ส่งเสริม และเคารพ
สิทธิมนุษยชนซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับตนเองหรือผู้อื่น และชุมชน การเรียกร้องดังกล่าวมักทำาให้เกิดความขัดแย้งและ
บางกรณีอาจมีการข่มขู่คุกคามบุคคลที่ทำาการเรียกร้องสิทธิ รัฐจึงมีหน้าที่ในการปกป้องและคุ้มครองความปลอดภัย
ของบุคคลดังกล่าวตามหลักสิทธิมนุษยชน แม้ว่าการให้ความคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะได้รับการกำาหนด
ให้เป็นหนึ่งในประเด็นหลักของแผน NAP แต่ปัจจุบันยังคงพบเหตุการณ์การข่มขู่ คุกคาม และการฟ้องร้องดำาเนินคดี
ต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องด้านชุมชน ที่ดิน ทรัพยากร และแรงงาน โดยเฉพาะการดำาเนินคดีเชิง
ยุทธศาสตร์เพื่อต่อต้านการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) บทที่ 3
หรือ “การฟ้องปิดปาก” ต่อกลุ่มผู้ที่ออกมาต่อสู้ในข้อพิพาทระหว่างชุมชนกับรัฐหรือชุมชนกับภาคธุรกิจ โดยอุปสรรค
ที่สำาคัญของกลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชน คือการถูกฟ้องร้องในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นพิพาทโดยตรง
ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระทำาให้เสียค่าใช้จ่ายและเวลาไปกับการต่อสู้คดี ในปี 2562 รัฐได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 เพื่อให้อำานาจศาลในการพิจารณายกฟ้องได้ในชั้นตรวจคำาฟ้อง
หากพบว่าคดีนั้นอาจเป็นการฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง และมาตรา 165/2 ให้จำาเลยมีโอกาสในการแสดงหลักฐานได้ว่า
117
การฟ้องคดีของโจทก์นั้นเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลในการสั่งคดีว่าไม่มีมูล อย่างไรก็ตาม
มีรายงานซึ่งออกโดยสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนกล่าวถึงกรณีของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม 2 มาตราดังกล่าว ว่าสามารถใช้ได้เฉพาะในกรณีที่เป็นคดีระหว่างเอกชนด้วยกัน แต่คดี SLAPP
116
From Human Rights Defenders: Protecting the Right to Defend Human Rights (p.2), Office of the
United Nations High Commissioner for Human Rights, 2004, Geneva: United Nations. Copyrights 2004 by Office
of the United Nations High Commissioner for Human Rights.
117
จาก หนังสือคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่ ยธ 0404/1717 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2563 เรื่อง ขอส่งข้อมูลเพื่อประกอบ
การจัดท�าค�าชี้แจงกรณีมีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศโดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม.
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563 85

