Page 69 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 69
การชุมนุมที่เกิดขึ้นในครึ่งหลังของปี 2563 ส่วนใหญ่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงแม้จะมีการกระทบกระทั่งกันอยู่บ้าง
ระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยในบางกรณี ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐ
ต่างพยายามใช้ความอดทนอดกลั้นเพื่อไม่ให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่มีการชุมนุมสองกรณีที่รัฐใช้มาตรการยุติการชุมนุม
โดยการฉีดนำ้าแรงดันสูงซึ่งมีการผสมสารเคมีและแก๊สนำ้าตาในนำ้าที่ฉีดเข้าใส่ผู้ชุมนุม คือ การชุมนุมที่บริเวณแยกปทุมวัน
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 และการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ตามลำาดับ ในกรณีแรกที่เป็น
การยุติการชุมนุมที่แยกปทุมวันนั้น กสม. เห็นว่ายังไม่ปรากฏลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าการชุมนุมมีการใช้ความรุนแรง
74
หรือเหตุผลอันสมควรที่จำาเป็นต้องเข้าสลายการชุมนุม จึงได้หยิบยกกรณีดังกล่าวขึ้นตรวจสอบโดยอยู่ระหว่าง
การดำาเนินการ ทั้งนี้ คณะกรรมการประจำากติกา ICCPR ได้มีความเห็นทั่วไป เรื่องสิทธิในการชุมนุมโดยสงบในกรณี
มีการกระทำาความรุนแรงเฉพาะตัวของผู้ชุมนุมบางคนไม่ควรถูกนำาไปเหมารวมเป็นการกระทำาของการชุมนุม
75
โดยรวมที่จะก่อความรุนแรง การสลายการชุมนุมจะต้องเป็นกรณีพิเศษอันเป็นข้อยกเว้นในการชุมนุมที่มิได้เป็นไป
76
โดยสงบหรืออาจมีภัยจากการใช้ความรุนแรงอย่างร้ายแรงที่ชัดแจ้งเท่านั้น การใช้กำาลังขั้นตำ่าเพียงเท่าที่จำาเป็น ก่อนใช้
อาวุธที่มีระดับอันตรายตำ่าที่มีผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง เช่น หัวฉีดนำ้าหรือแก๊สนำ้าตาต้องนำามาใช้เป็นมาตรการสุดท้าย
หลังจากที่มีการแจ้งเตือนด้วยวาจาหรือให้โอกาสเหมาะสมแก่ผู้ร่วมชุมนุมในการสลายการชุมนุมเสียก่อน เป็นต้น
ในส่วนของการกระทำาผิดระหว่างการชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำารวจมีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ชุมนุมและออกหมายเรียก
ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งหลังจากสอบปากคำาผู้ชุมนุมจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างดำาเนินคดีซึ่งสอดคล้อง
กับพันธกรณีของไทยตามกติกา ICCPR ข้อ 9 ที่ระบุว่าโดยหลักการทั่วไปผู้ถูกกล่าวหาไม่ควรถูกควบคุมตัวระหว่าง
การดำาเนินคดี นอกจากนี้ ยังเป็นไปตามข้อสังเกตเชิงสรุปของคณะกรรมการประจำากติกา ICCPR ต่อประเทศไทย
ในการพิจารณารายงานการปฏิบัติตามกติกาฯ ของประเทศไทยเมื่อปี 2560 เกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุม
และการเรียกร้องทางการเมืองว่า รัฐภาคีควรจะประกันและคุ้มครองอย่างเป็นผลต่อการใช้เสรีภาพในการชุมนุม การประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในสถานการณ์เฉพาะ
โดยสงบ และหลีกเลี่ยงการจำากัดใด ๆ ที่ไม่สอดคล้องตามหลักเกณฑ์ของข้อ 4 แห่งกติกา ICCPR โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
รัฐภาคีควรงดเว้นจากการควบคุมตัวบุคคลที่ใช้สิทธิของตนโดยไม่ได้เป็นเหตุให้เกิดความเสี่ยงอย่างร้ายแรง
ต่อความมั่นคงแห่งชาติหรือความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ
อนึ่ง จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในประเทศ ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงหรือความขัดแย้ง รัฐบาล
ได้ให้ความช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อและผู้เสียหาย ทั้งจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองปี 2548 - 2553
และเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองปี 2556 - 2557 ซึ่งสอดคล้องกับพันธกรณีของไทยตามกติกา ICCPR ข้อ 2
ที่ระบุว่า บุคคลใดที่สิทธิหรือเสรีภาพของตนซึ่งรับรองไว้ในกติกานี้ ถูกละเมิดต้องได้รับการเยียวยาอย่างเป็นผลจริงจัง
โดยไม่ต้องคำานึงถึงว่าการละเมิดนั้นจะถูกกระทำาโดยบุคคลผู้ปฏิบัติหน้าที่ ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บทที่ 2
พุทธศักราช 2560 มาตรา 25 วรรคสี่ บัญญัติว่า บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพ
หรือจากการกระทำาความผิดทางอาญาของบุคคลอื่น ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐตามที่
กฎหมายบัญญัติ ดังนั้น กสม. จึงเน้นยำ้าต่อรัฐบาลให้คำานึงถึงสิทธิในการได้รับการเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากปฏิบัติการ
สลายการชุมนุม ทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในปี 2563 ด้วย
74
แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่อง เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2563
75
From General Comment No. 37 Paragraph 71 on Article 21 (Right of peaceful assembly). Op.cit.
76
Ibid. Paragraph 85.
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563 67

