Page 68 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 68
เป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อควบคุมโรคโดยเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 คลี่คลายลง จึงได้ยกเลิกข้อห้าม
ดังกล่าว ส่วนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงเฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม
2563 เนื่องจากมีเหตุการณ์ร้ายแรงบางประการเช่นกัน เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย รัฐบาลได้ยกเลิกประกาศสถานการณ์
ฉุกเฉินดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่ามาตรการจำากัดเสรีภาพที่รัฐนำามาใช้มีการคำานึงถึง
ความจำาเป็นและความได้สัดส่วนตามหลักการที่กำาหนดในกติกา ICCPR
ด้านการดูแลการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน ในภาพรวมรัฐไม่ได้แทรกแซงการใช้เสรีภาพ
ดังกล่าวตามกฎหมาย แม้ในบางกรณีผู้จัดการชุมนุมไม่ได้แจ้งการชุมนุมตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการชุมนุม
สาธารณะ พ.ศ. 2558 ก็มีรายงานว่าการชุมนุมยังคงดำาเนินต่อไปได้ แต่เจ้าหน้าที่รัฐอาจดำาเนินการทางกฎหมายกับแกนนำา
ที่ไม่แจ้งการชุมนุม อย่างไรก็ดี การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวมีโทษเพียงโทษปรับเท่านั้น การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐจึงเป็นไป
ในแนวทางเดียวกับความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการประจำากติกา ICCPR ลำาดับที่ 37 เรื่องสิทธิในการชุมนุม
โดยสงบว่า การไม่แจ้งการชุมนุมต่อเจ้าหน้าที่เมื่อจำาต้องมีการแจ้งการชุมนุมนั้น ไม่ทำาให้การเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าว
ผิดกฎหมาย และต้องไม่ถูกนำาไปใช้เป็นเหตุในการสลายการชุมนุมหรือจับกุมผู้เข้าร่วมการชุมนุมหรือผู้จัดการชุมนุม
ทั้งนี้ การไม่แจ้งการชุมนุมนั้นไม่สามารถลบล้างหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในการอำานวยความสะดวกในการจัดการชุมนุม
71
และปกป้องผู้เข้าร่วมการชุมนุม
ในการดูแลความเรียบร้อยของการชุมนุม ความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการประจำากติกา ICCPR ลำาดับที่ 37
ยังได้ระบุว่า เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายมีหน้าที่ในการเคารพสิทธิของประชาชนและประกันว่าประชาชนจะได้ใช้สิทธิ
ดังกล่าว แนวทางหลักในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จึงเป็นการอำานวยความสะดวกในการจัดการชุมนุมโดยสงบ
ตามกฎหมาย ดูแลความปลอดภัยของบุคคลและป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่ควรพยายามลด
ความตึงเครียดของสถานการณ์การชุมนุมที่อาจนำาไปสู่การใช้ความรุนแรง และควรใช้วิธีการที่ไม่รุนแรงก่อน หากมี
ความจำาเป็นต้องใช้กำาลัง ต้องมีการเตือนให้ผู้ชุมนุมได้ทราบก่อน เว้นเสียแต่ว่าการทำาเช่นนั้นจะทำาให้การดำาเนินการ
ไม่เป็นผล การใช้กำาลังต้องอยู่บนหลักการของหลักกฎหมาย ความจำาเป็น ความได้สัดส่วน การป้องกันและการไม่เลือกปฏิบัติ
และผู้ใช้กำาลังจะต้องรับผิดชอบต่อการใช้กำาลังทุกครั้ง โดยการใช้กำาลังนั้นต้องเป็นการใช้กำาลังขั้นตำ่าเท่าที่จำาเป็น
โดยเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่อาจใช้กำาลังเกินเหตุเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น การสลาย
72
การชุมนุม หรือเพื่อจับกุมหรือสนับสนุนการจับกุมตัวผู้กระทำาความผิดหรือผู้ต้องสงสัยโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นต้น
อย่างไรก็ดี อาวุธที่มีระดับความอันตรายตำ่าที่มีผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง เช่น แก๊สนำ้าตาและหัวฉีดนำ้า ควรใช้ด้วย
ความระมัดระวัง โดยต้องเป็นมาตรการสุดท้ายหลังจากมีการกล่าวเตือนด้วยวาจาและให้โอกาสที่เหมาะสมแก่ผู้เข้าร่วม
73
ชุมนุมในการสลายการชุมนุม
71
From General Comment No. 37 Paragraph 71 on Article 21 (Right of peaceful assembly), by Office
of the United Nations High Commissioner for Human Rights, 2020, Retrieved from https://tbinternet.ohchr.
org/_layouts/15/treatybodyexternal/TBSearch.aspx?Lang=en&TreatyID=8&DocTypeID=11
72
Ibid. Paragraph 79.
73
Ibid. Paragraph 87.
66 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
National Human Rights Commission of Thailand

