Page 160 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 160
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการฯ ได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อให้มีการยกเลิก
โครงการดังกล่าว ซึ่งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ศาลปกครองสงขลาได้มีคำาสั่งกำาหนดมาตรการหรือวิธีการบรรเทา
ทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยมีคำาสั่งให้ระงับการดำาเนินการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลไว้เป็นการชั่วคราว
จนกว่าศาลจะมีคำาพิพากษาหรือคำาสั่งเป็นอย่างอื่น หรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยให้เหตุผลว่ากรมโยธาธิการและผังเมือง
ไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานหรือรายงานทางวิชาการที่ยืนยันได้ว่าการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวจะสามารถป้องกัน
การกัดเซาะชายหาดได้อย่างแท้จริงโดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่บริเวณหน้าเขื่อนและบริเวณพื้นที่ต่อเนื่อง
และหากมีการดำาเนินการก่อสร้างไปจนเสร็จสิ้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชุมชน
และชายหาดโดยไม่อาจฟื้นฟูให้กลับคืนสภาพเดิมได้ 347
นอกจากกรณีโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลบริเวณพื้นที่ชายฝั่งหาดม่วงงามแล้ว ยังมีกรณีที่
คล้ายคลึงกันจากการดำาเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณหาดมหาราช
อำาเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการดำาเนินการก่อสร้างในระยะที่ 2 โดย กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียน
จากตัวแทนเครือข่ายประชาชนรักษ์หาดสทิงพระ คัดค้านการก่อสร้างดังกล่าวโดยเห็นว่า พื้นที่ชายหาดไม่ได้มีการกัดเซาะ
อย่างรุนแรง และการก่อสร้างกำาแพงป้องกันคลื่นจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้นจากการสะท้อนกลับ
ของคลื่น และมีผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายหาดของประชาชน นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวควร
ต้องจัดทำารายงาน EIA ซึ่ง กสม. พิจารณาตรวจสอบแล้วเห็นว่าแม้โครงการก่อสร้างดังกล่าวจะเคยจัดให้มีการรับฟัง
ความคิดเห็นของประชาชนมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ประชาชนบางส่วนที่อาศัยอยู่ติดกับแนวก่อสร้างบริเวณริมหาดมหาราช
และประชาชน ในชุมชนชายฝั่งที่อาศัยอยู่บริเวณทางด้านทิศเหนือ ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียหลักและอาจได้รับ
ผลกระทบโดยตรงจากโครงการยังไม่ได้ทราบรายละเอียดข้อมูลโครงการมาก่อน และไม่ได้เข้าร่วมการประชุมรับฟัง
ความคิดเห็น นอกจากนี้ ในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา มีเพียงการนำาเสนอข้อมูลรูปแบบเขื่อนป้องกัน
ตลิ่งริมทะเลประเภทต่าง ๆ ให้ผู้เข้าร่วมประชุมเลือกและสอบถามว่าเห็นด้วยหรือไม่เท่านั้น โดยที่ผู้เข้าร่วมประชุมไม่ได้
ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน และไม่ได้รับทราบถึงวิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบดังกล่าว
แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณชายฝั่งด้านทิศเหนือของโครงการยังเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนซึ่งเป็นชาวประมงพื้นบ้าน
ที่มีวิถีชีวิตพึ่งพาและใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณชายหาดเป็นที่จอดเรือและตากสัตว์นำ้ามาโดยตลอด โดยไม่ปรากฏว่า
มีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งรุนแรงแต่อย่างใด กสม. จึงเห็นว่า การดำาเนินโครงการดังกล่าวมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
เนื่องจากเป็นการดำาเนินการที่ไม่ได้สอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน และไม่เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ
ในการจัดการ บำารุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล
และยั่งยืนตามที่กำาหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 348
นอกจากนี้ ยังมีกรณีโครงการเพิ่มปริมาณนำ้าต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นโครงการที่จะผันนำ้าจาก
แม่นำ้ายวมที่ปากแม่นำ้าอยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเพื่อเพิ่มปริมาณนำ้าแก่อ่างเก็บนำ้าเขื่อนภูมิพล ซึ่งคาดการว่าจะดำาเนิน
การเสร็จสิ้นในปี 2570 แม้จะมีการประมาณว่าพื้นที่ทำากินของประชาชนจะได้รับผลกระทบ 25 ราย พื้นที่รวม 109 ไร่
โดยเป็นพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ และกระทบสิ่งปลูกสร้าง 9 แห่ง ซึ่งโครงการได้ตั้งงบประมาณในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมไว้กว่า
347
จาก ค�าสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา ศาลปกครองสงขลา คดีหมายเลขด�าที่ ส. 3/2563.
348
จาก รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ 168/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563, โดย คณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ.
158 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
National Human Rights Commission of Thailand

