Page 157 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 157
4.4.3 สิทธิชุมชนกับการดำาเนินโครงการต่าง ๆ
รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติรับรองสิทธิชุมชนทั้งในมิติสิทธิในเชิงเนื้อหาและสิทธิเชิงกระบวนการ
โดยในมาตรา 57 (2) บัญญัติให้รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บำารุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัด
ให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์
อย่างสมดุลและยั่งยืนโดยต้องให้ประชาชน และชุมชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำาเนินการและได้รับประโยชน์จากการ การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
ดำาเนินการดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ ในมาตรา 58 กำาหนดให้การดำาเนินโครงการต่าง ๆ ของรัฐหรือที่รัฐเป็นผู้อนุญาต
ให้ดำาเนินการนั้น หากโครงการดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย หรือคุณภาพ
ชีวิตของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องจัดให้มีการศึกษาและการประเมินผลกระทบต่อ
คุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย
เพื่อนำามาประกอบการพิจารณา การดำาเนินการหรือการอนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ นอกจากนี้ ยังต้องเปิดโอกาส
ให้ประชาชนและชุมชนได้รับทราบข้อมูลและเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการดำาเนินโครงการ และหากการดำาเนิน
โครงการต่าง ๆ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือชุมชน รัฐต้องมีมาตรการเยียวยาผลกระทบโดยไม่ชักช้า
อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมานั้น ยังมีการดำาเนินโครงการต่าง ๆ ของรัฐหรือที่รัฐเป็นผู้อนุญาตให้ดำาเนินการ
หลายโครงการที่ส่งผลกระทบหรืออาจส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม วิถีชีวิต และสุขภาพของประชาชนโดยประชาชน บทที่ 4
ในพื้นไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเพียงพอ ทั้งในด้านการทำาความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ การจัดกระบวนการรับฟัง
ความคิดเห็น ไปจนถึงการให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่อแสวงหาทางเลือกที่เหมาะสมและ
เป็นที่ยอมรับร่วมกัน โดยมีโครงการหรือการดำาเนินการต่าง ๆ ที่สำาคัญ ดังต่อไปนี้
สิทธิชุมชนกับโครงการเหมืองแร่
เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2563 ประชาชนบางส่วนซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่หินปูน
ของบริษัทเอกชนรายหนึ่งในพื้นที่ตำาบลดงมะไฟ อำาเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำาภู ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ
ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำาภูเพื่อให้มีการสั่งปิดเหมืองแร่หินปูนและโรงโม่หินปูนในพื้นที่ และให้มีการฟื้นฟูพื้นที่
ป่าโดยรอบที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเห็นว่าประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากโครงการเหมืองทั้งใน
เรื่องเสียงรบกวน แรงสั่นสะเทือน ฝุ่นละอองและเศษหินจากการระเบิด รวมถึงการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในการตัดสินใจอนุมัติ และการต่ออายุประทานบัตรทำาเหมืองแร่ และการมีส่วนร่วมในการประเมินผลกระทบ
340
ทางสิ่งแวดล้อม โดยโครงการเหมืองแร่หินปูนนี้ตั้งอยู่ที่ภูผาฮวก บริเวณเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอยและ
ป่านากลาง บนเนื้อที่ 175 ไร่ ซึ่งอุตสาหกรรมจังหวัดหนองบัวลำาภูให้อนุญาตประทานบัตรเพื่อทำาเหมืองมาตั้งแต่
ปี 2543 และมีการต่ออายุประทานบัตรมาหนึ่งครั้งเมื่อปี 2553 โดยสิ้นสุดระยะเวลาในปี 2563 โครงการนี้เป็นโครงการ
ที่ได้รับการคัดค้านจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่มาตั้งแต่ต้น โดยในปี 2561 ศาลปกครองอุดรธานีได้เคยมี
คำาพิพากษาว่าการอนุญาตให้เข้าทำาประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่ได้มี
การดำาเนินการแก้ไขความขัดแย้งกับราษฎรในพื้นที่ และการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำาบลดงมะไฟเพื่อลงมติ
340
จาก ชาวหนองบัวฯ ออกโรงปิดเหมืองเอง หลังรัฐแจงไม่มีอ�านาจสั่งปิดเหมืองหินดงมะไฟ, โดย กรีนนิวส์, 2563.
สืบค้นจาก https://greennews.agency/?p=21625
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563 155

