Page 48 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2562
P. 48
47 รายงานผลการประเมินสถานการณ์
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๖๒
กสม. ได้มีข้อเสนอแนะในรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2561
ว่า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระท�าให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ....
ควรค�านึงถึงความสอดคล้องกับอนุสัญญา CAT ควรสร้างความเข้าใจต่อสังคมและหน่วยงานของรัฐถึงความส�าคัญ
ของการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระท�าให้บุคคลสูญหาย ควรมีมาตรการก�ากับตรวจสอบให้
เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายปฏิบัติหน้าที่โดยค�านึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงมีการฝึกอบรมเรื่องสิทธิมนุษยชน
แก่เจ้าหน้าที่ดังกล่าวทุกระดับ
ในปี 2562 มีสถานการณ์ด้านการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย การด�าเนินการของรัฐบาล
และหน่วยงานของรัฐ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
ในการด�าเนินการด้านกฎหมาย คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 เห็นชอบร่าง
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระท�าให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... เพื่อให้ประเทศไทยสามารถ
ปฏิบัติตามอนุสัญญา CAT ได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้นและเพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา CPED ที่ประเทศไทย
ได้ลงนามไว้แล้ว และได้ส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา แต่การพิจารณาร่าง
พระราชบัญญัติฯ ได้หยุดลงเนื่องจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติหมดวาระ หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม
2562 รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ส่งร่างพระราชบัญญัติป้องกันการทรมานฯ ไปยังสภาผู้แทนราษฎรแล้ว
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 นอกจากนี้ ในเดือนธันวาคม 2562 กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมวิพากษ์ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อรับฟังความเห็นอีกครั้งตามกระบวนการ
ในพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดท�าร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562
และมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2562 กสม. ได้มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติเกี่ยวกับ
ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ว่า ควรคงบทบัญญัติเรื่องการห้ามยกสถานการณ์ฉุกเฉิน
สงคราม ความไม่มั่นคงของรัฐ หรือสถานการณ์พิเศษใดเป็นข้ออ้างในการทรมานหรือกระท�าให้บุคคลสูญหาย และ
การห้ามส่งตัวบุคคลออกนอกราชอาณาจักรหากมีเหตุควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะถูกทรมานหรือถูกกระท�าให้สูญหาย
หรือหลักการห้ามผลักดันกลับไปสู่อันตรายไว้ในร่างพระราชบัญญัตินี้ อันจะเป็นการสร้างหลักประกันทางกฎหมาย
ที่ชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนของ
ไทย และการก�าหนดความรับผิดแก่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงตามร่างพระราชบัญญัติฯ มาตรา 32 อาจไม่สอดคล้อง บทที่
กับความมุ่งหมายตามข้อ 6 ของอนุสัญญา CPED และเห็นควรตัดค�าว่า “โดยตรง” เป็น “ผู้บังคับบัญชาผู้ใด ๒
ทราบว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตนจะกระท�าหรือได้กระท�า...” 43
นอกจากการด�าเนินการปรับปรุงกฎหมายข้างต้น รัฐบาลยังได้มีการด�าเนินการแก้ไขปัญหาการทรมานและ
การบังคับบุคคลให้สูญหายโดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์กรณีถูกกระท�าทรมานและถูกบังคับให้
หายสาบสูญที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานมาตั้งแต่ปี 2560 คณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่
43 ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
จาก กสม. เสนอความเห็นถึงนายกรัฐมนตรี - ประธาน สนช. ต่อร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการ
ทรมานและการกระทำาให้บุคคลสูญหาย แนะสร้างหลักประกันทางกฎหมายที่ชัดเจนเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนตามพันธกรณี การประเมินสถานการณ์
ระหว่างประเทศ, โดย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, 2562. สืบค้นจาก http://www.nhrc.or.th/NHRCTWork/
Statements-Press-Releases-Open-Letters/Press-Releases/กสม-เสนอความเห็นถึงนายกรัฐมนตรี--- ประธาน-สนช-
ต่อรั..aspx

