Page 161 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
P. 161
156 คนสองประเภทดังกล่าวอาจมีประโยชน์ในเชิงเทียบเคียงกับ “สิทธิชุมชน” เพื่อหยิบยืมวิธีการบางเรื่องมาปรับใช้
รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำาปีงบประมาณ ๒๕๖๑ กับกรณีการรับรองคุ้มครอง “สิทธิชุมชน” เท่าที่ไม่ขัดต่อปรัชญาแนวคิดของสิทธิชุมชน ขณะเดียวกันก็มีบางเรื่อง
ที่ไม่ควรหยิบยืมมาปรับใช้กับ “สิทธิชุมชน”
ผลการศึกษาพบว่า สิทธิ ๕ เรื่อง ของ “ชนพื้นเมืองดั้งเดิม” ภายใต้ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วย
ชนพื้นเมืองดั้งเดิมอาจยืมมาปรับใช้กับ “สิทธิชุมชน” ซึ่งได้แก่ (๑) สิทธิที่จะธ�ารงรักษาและเสริมสร้างความเข้มแข็ง
ของความสัมพันธ์ด้านจิตวิญญาณกับที่ดิน เขตแดน น�้า และชายฝั่งทะเล และทรัพยากรอื่น ๆ (๒) สิทธิในที่ดิน
และดินแดน ทรัพยากร ซึ่งได้ครอบครองเป็นเจ้าของตามประเพณี หรือเคยใช้ หรือได้รับมาก่อน (๓) สิทธิได้รับการ
ชดเชยโดยเท่าเทียมและเป็นธรรมส�าหรับที่ดิน เขตแดนและทรัพยากรที่เป็นเจ้าของ หรือเคยครอบครอง ใช้ประโยชน์
ตามประเพณีอยู่ก่อนแล้ว แต่ถูกยึด ถูกเอาไป ถูกครอบครอง ถูกใช้ หรือถูกท�าให้เสียหาย โดยปราศจากการยินยอม
ที่ได้มีการบอกกล่าวล่วงหน้า (๔) สิทธิในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปกป้องสภาพแวดล้อมและศักยภาพในการผลิต
ในที่ดินหรือเขตแดนและทรัพยากรของตน และ (๕) สิทธิในการตัดสินใจและพัฒนาล�าดับความส�าคัญและ
ยุทธศาสตร์ส�าหรับการพัฒนาหรือการใช้ที่ดิน ดินแดน และทรัพยากรอื่น ๆ ของชนพื้นเมืองดั้งเดิม
“สิทธิชนพื้นเมืองดั้งเดิม” มีความเข้มข้นมากกว่า “สิทธิชนกลุ่มน้อย” เพราะ “ชนพื้นเมืองดั้งเดิม”
มีลักษณะเฉพาะและมีองค์ประกอบจากการเป็นเจ้าของพื้นที่ ซึ่งอาศัยมาก่อนคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาครอบครอง
ภายหลัง ซึ่งต่างจาก “ชนกลุ่มน้อย” ที่ไม่ได้มีองค์ประกอบดังกล่าว ดังนั้น ปฏิญญาว่าด้วยชนพื้นเมืองดั้งเดิมจึง
ก�าหนดสิทธิต่าง ๆ ให้แก่ “ชนพื้นเมืองดั้งเดิม” มากกว่า “ชนกลุ่มน้อย” ส่วนการคุ้มครอง “ชนกลุ่มน้อย” นั้น
เป็นการคุ้มครองจากการถูกเลือกปฏิบัติจากคนส่วนใหญ่ ดังนั้น สิทธิที่ “ชนกลุ่มน้อย” จะได้รับการคุ้มครองก็คือ
สิทธิที่คนส่วนใหญ่ได้รับการคุ้มครองอยู่แล้ว จึงไม่มีความจ�าเป็นจะต้องหยิบยืม “สิทธิชนกลุ่มน้อย” มาปรับใช้กับ
“สิทธิชุมชน”
๒. หลักการและแนวคิดภายใต้กฎหมายภายใน
ในมิติกฎหมายภายใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้บัญญัติเกี่ยวกับ
สิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แม้ไม่ได้ปรากฎชัดเจนว่ามีหลักการใด ๆ ที่ยึดโยง
กับตราสารระหว่างประเทศว่าด้วย “สิทธิมนุษยชน” แต่มีการน�าหลักการส�าคัญตามตราสารระหว่างประเทศ
ด้าน “สิ่งแวดล้อม” มาบัญญัติไว้ โดยได้น�าแนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนมาบัญญัติไว้ในบางมาตรา เช่น มาตรา
๔๓ วรรค ๑ มาตรา ๕๖ วรรค ๑ มาตรา ๕๗ วรรค ๑ (๒) มาตรา ๖๕ วรรค ๑ มาตรา ๗๒ วรรค ๑ (๑) มาตรา
๒๕๐ วรรค ๑ และมาตรา ๒๕๗ วรรค ๑ (๑)
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐
มาตรา ๔ ได้นิยามค�าว่า “สิทธิมนุษยชน” ในเชิงขยายโดยให้หมายถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และ
ความเสมอภาคของบุคคลและชุมชนที่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองในรัฐธรรมนูญ หรือได้รับความคุ้มครอง
ตามกฎหมาย หรือตามหนังสือสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม การขยายความ
นิยามของค�าว่า “สิทธิมนุษยชน” โดยพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้รวมถึง “สิทธิในรัฐธรรมนูญ” ท�าให้คณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอ�านาจในการตรวจสอบกรณีละเมิด “สิทธิชุมชน” ด้วย
ในการออกแบบแนวคิดทางกฎหมายส�าหรับโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชนกับการจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น ต้องมีการสร้างระบบกฎหมายที่มีลักษณะเป็น “พหุลักษณะทางกฎหมาย”
ประโยชน์สองประการของพหุลักษณะทางกฎหมาย คือ ๑) การสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง “ส�านักความคิด
ทางกฎหมาย” ที่แตกต่างกันสองขั้วในระบบกฎหมายเดียวกัน คือ ส�านักความคิดที่มีฐานคิดเชิงอ�านาจรัฐนิยม
ได้แก่ “ส�านักความคิดกฎหมายบ้านเมือง” กับ ส�านักความคิดที่มีฐานคิดเชิงชุมชนนิยม ได้แก่ “ส�านักความคิด

