Page 10 - รายงานการศึกษา ปัญหาและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากนโยบายของรัฐบาลในการประกาศสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด เมื่อปี พ.ศ. 2546
P. 10

ฉ


                              ๒. สถำนะทำงกฎหมำยของกำรก ำหนดและกำรด ำเนินนโยบำยในกำรท ำสงครำมต่อสู้
               เพื่อเอำชนะยำเสพติดของรัฐบำล เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖

                              การก าหนดและด าเนินนโยบายในการท าสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดของรัฐบาล
               พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖ มีองค์ประกอบความผิดเข้าลักษณะของการก่อ “อาชญากรรม
               ร้ายแรงระหว่างประเทศ” ในลักษณะของการก่อ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” (“Crime             against
               humanity”) ตามนัยแห่งข้อ ๗ ของธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (The Rome Statute

               of  the  International  Criminal  Court) ซึ่งธรรมนูญกรุงโรมฯ มีสถานะเป็น “กฎหมายบังคับเด็ดขาด”
               (“jus  cogens”) เหนือกฎเกณฑ์หรือบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดๆ ภายในของประเทศต่างๆ และศาลอาญา
               ระหว่างประเทศก็ท าหน้าที่ตาม “หลักเขตอ านาจเสริม” (“Principle of Complementarity”) ส าหรับการ
               พิจารณาพิพากษาคดีอาชญากรรมร้ายแรงตามที่ก าหนดไว้ในธรรมนูญกรุงโรมฯ และมิอาจยอมรับให้ผู้ก่อ

               อาชญากรรมร้ายแรงเช่นนี้ลอยนวลอยู่ได้เพียงเพราะเหตุที่ศาลอาญาในประเทศใดประเทศหนึ่งไม่มีเขตอ านาจ
               เหนือคดีเช่นนั้น
                              การก าหนดและการด าเนินนโยบายในการท าสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดของรัฐบาล
               เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เนื่องจากเป็นการกระท าที่ก่อให้เกิดการกระท า

               ความผิดอาญาในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับบุคคลให้สูญหาย การฆ่าคนตาย การยึดทรัพย์สิน
               โดยมิชอบ ซึ่งการกระท าความผิดอาญาต่างๆ เหล่านี้ล้วน “เป็นส่วนหนึ่ง” ของ “การโจมตี” หรือ
               “การประทุษร้าย” ต่อ “ประชากรพลเรือน” (“attack  directed  against  any  civilian  population”)

               “ในวงกว้าง” (widespread) หรือ “อย่างเป็นระบบ” (systematic) อันเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐ และ
               ผู้กระท าการ “รู้ถึง” การโจมตีหรือการประทุษร้ายเช่นนั้น
                              อนึ่ง ภายใต้สภาพการณ์ดังกล่าว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ผู้ก าหนดและประกาศนโยบาย
               ดังกล่าว ในฐานะนายกรัฐมนตรีและผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมืองในขณะนั้น ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิด
               การกระท าอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดการสูญเสียทั้งต่อชีวิต ร่างกาย และ

               ทรัพย์สินของประชากรพลเรือนอย่างกว้างขวาง ทั้งเมื่อได้รับรายงานการสูญเสียเช่นนั้นแล้ว มิได้ยับยั้ง
               สั่งการให้มีการแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น หากแต่ปล่อยให้มีการกระท าอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและ
               ปล่อยให้เกิดการสูญเสียเช่นนั้นต่อไปโดยเจตนา

                              การก่ออาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศดังกล่าวเป็นไปในท านองเดียวกับการท าสงคราม
               กับยาเสพติดของรัฐบาลนายฟิลิเป้ คาลเดรอน แห่งประเทศเม็กซิโก ในช่วงระหว่างปีค.ศ. ๒๐๐๖ -๒๐๑๒
               (พ.ศ. ๒๕๔๙ - ๒๕๕๕) ที่ก่อให้เกิดการบังคับประชากรพลเรือนผู้บริสุทธิ์ให้สูญหายอย่างกว้างขวางและ
               เป็นจ านวนมหาศาล ซึ่งการกระท าดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับประชากรพลเรือนในหลายๆ มลรัฐทั่วประเทศเป็นเพียง

               ส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการโจมตีหรือประทุษร้ายต่อประชากรพลเรือนอย่างกว้างขวางและอย่างเป็นระบบ
               เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลนายเฟลิเป้ คาลเดรอน ในการท าสงครามกับยาเสพติด การกระท าการใน
               การปฏิบัติการตามนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลเป็น “การบังคับบุคคลให้สูญหาย” (“enforced
               disappearance”) และมีลักษณะเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติตามนัยแห่งข้อ ๗ ของธรรมนูญ

               กรุงโรมฯ ด้วยในขณะเดียวกัน
                              สรุป การก าหนดและการด าเนินนโยบายท าสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดของรัฐบาล
               เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ก่อให้เกิดการกระท าความผิดอาญาลักษณะต่างๆ ซึ่งกระท าขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตี
               หรือการประทุษร้ายต่อประชากรพลเรือนในวงกว้างและอย่างเป็นระบบ จึงมีลักษณะเป็นการก่อ
   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15