Page 13 - รายงานการศึกษา ปัญหาและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากนโยบายของรัฐบาลในการประกาศสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด เมื่อปี พ.ศ. 2546
P. 13

ฌ


                              ข้อเสนอแนะ
                              คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะองค์กรระดับชาติในด้านการคุ้มครองสิทธิ

               มนุษยชน จึงควรจัดตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งเพื่อท าหน้าที่ในการเรียกร้องความเป็นธรรมและค่าเสียหาย
               ให้แก่ครอบครัวของผู้เสียหายซึ่งได้รับผลกระทบและปัญหาจากการก าหนดและการด าเนินนโยบายดังกล่าว
               ของรัฐบาล เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยคณะกรรมการเฉพาะกิจ (ad  hoc) ดังกล่าวท าหน้าที่เป็นองค์กรตัวแทน
               ของครอบครัวผู้เสียหายในการด าเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย เพื่อเยียวยาความเสียหายแก่

               ครอบครัวของผู้เสียหายอันเนื่องมาจากการก าหนดและการด าเนินนโยบายดังกล่าวของรัฐบาล เมื่อปี พ.ศ.
               ๒๕๔๖ เนื่องจากมีผู้ได้รับผลกระทบหรือความเสียหายเป็นจ านวนมาก การด าเนินการเช่นนั้นย่อมสอดคล้อง
               กับอ านาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามที่บัญญัติรับรองไว้ในมาตรา ๒๕๗ (๔) ของ
               รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แม้ว่าในปัจจุบันรัฐธรรมนูญฯ ดังกล่าวจะถูกยกเลิกไป

               แล้วก็ตาม

                              ๑.๓ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกำรน ำตัวผู้กระท ำควำมผิดมำลงโทษ
                              ข้อเสนอแนะประการนี้น่าจะเป็นข้อเสนอแนะประการส าคัญที่สุดและน่าจะมีความ

               ละเอียดอ่อนมากที่สุด โดยที่การก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติเป็นการก่ออาชญากรรมร้ายแรงระหว่าง
               ประเทศซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่ซับซ้อนยิ่งกว่าการกระท าความผิดอาญาสามัญตามประมวลกฎหมายอาญาและมี
               องค์ประกอบความผิดเป็นของตนเอง อันเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชากร

               พลเรือนจ านวนมากโดยไม่ชอบธรรมในช่วงระยะเวลาการด าเนินนโยบายท าสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด
               ของรัฐบาล เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖ หากแต่การก่ออาชญากรรมร้ายแรงเช่นนั้นกลับมิได้ถูกก าหนดให้เป็นความผิด
               อาญาตามฐานความผิดในประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทย สภาพการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นอุปสรรค
               อย่างมากต่อการฟ้องและด าเนินคดีเพื่อน าตัวผู้กระท าความผิดมาลงโทษตามกลไกแห่งกระบวนการยุติธรรม
               ของประเทศไทย

                              นอกจากนี้ ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น โดยที่กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย “ล้มเหลวโดย
               สิ้นเชิง” ในการอ านวยความยุติธรรมแก่ครอบครัวของผู้เสียหายทั้งหลายที่ได้รับผลกระทบจากการก าหนดและ
               การด าเนินนโยบายดังกล่าวของรัฐบาล เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ให้ได้รับความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้

               ว่าพนักงานสอบสวนตามเรื่องร้องเรียนจ านวนมากสรุปส านวนคดีโดยเสนอความเห็นให้ “งดการสอบสวน”
               โดยที่มิได้ด าเนินการสืบสวนสอบสวนและแสวงหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามอ านาจหน้าที่ของตน และ
               ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปเพียงเพื่อให้เข้าเงื่อนไขของการเสนอความเห็นให้งดการสอบสวนดังที่ได้กล่าวแล้ว
               ข้างต้น อีกทั้งพนักงานอัยการก็ยังสั่งการตามความเห็นของพนักงานสอบสวน และท าค าสั่งให้ “งดการ

               สอบสวน”  ในทุกเรื่องร้องเรียน ครอบครัวของผู้เสียหายจึงไม่มีช่องทางอื่นใดอีกตามกระบวนการยุติธรรม
               ภายในประเทศที่จะด าเนินการเพื่อให้ผู้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนได้รับการลงโทษ ครอบครัวของผู้เสียหาย
               จ านวนมากจึงยังคงไม่ได้รับความเป็นธรรม และผู้กระท าความผิดจากการก าหนดและด าเนินนโยบายที่เปิด
               โอกาสให้มีการกระท าอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางจึงยังคงลอยนวลอยู่ เพียงเพราะ

               กระบวนการยุติธรรมภายในของประเทศไทยไม่สามารถน าตัวบุคคลดังกล่าวมาลงโทษได้
                              ข้อเสนอแนะ
                               (๑) ในส่วนที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
                              คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะองค์กรระดับชาติในด้านการคุ้มครองสิทธิ

               มนุษยชน จึงควรผลักดันให้มีการเสนอเรื่องดังกล่าวไปสู่องค์กรระหว่างประเทศที่มีอ านาจหน้าที่โดยตรง
   8   9   10   11   12   13   14   15   16   17   18