Page 78 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559
P. 78
ในกรณีของประเทศไทย พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายเฉพาะ ที่วางหลักห้ามเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวข้อง
กับเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติบางเหตุ และเกี่ยวข้องกับมิติของการเลือกปฏิบัติบางด้าน แต่ยังไม่มีกฎหมายกลางที่ครอบคลุม
อย่างกว้างถึงเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติและมิติของการเลือกปฏิบัติทั้งหมดในภาพรวม
ข้อเสนอแนะ
(๑) ข้อเสนอแนะในภาพรวม
(๑.๑) เสนอให้ไทยปรับโครงสร้างกฎหมายโดยยกเลิกกฎหมายเฉพาะฉบับต่าง ๆ ที่มีหลักการห้ามเลือกปฏิบัติ
โดยรวมหลักการห้ามเลือกปฏิบัติเข้ามาอยู่ในกฎหมายกลางอันเป็นกฎหมายหลักฉบับเดียว ซึ่งเป็นแนวทางของสวีเดนในการ
ปรับปรุงกฎหมายเลือกปฏิบัติ
(๑.๒) เสนอให้ไทยปรับโครงสร้างกฎหมายโดยเพิ่มเติมกฎหมายกลาง แต่ยังคงกฎหมายเฉพาะฉบับต่าง ๆ ไว้
ทั้งนี้ เพื่อให้กฎหมายกลางสามารถครอบคลุมการเลือกปฏิบัติอื่น ๆ ที่อยู่นอกขอบเขตของกฎหมายเฉพาะดังกล่าวนั่นเอง
(๒) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ
แม้ว่าหลักของรัฐธรรมนูญจะรับรองถึงความเท่าเทียมกันและห้ามเลือกปฏิบัติ แต่ก็ยังคงมีปัญหาถึงความชัดเจน
ในการคุ้มครองการเลือกปฏิบัติระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกันและปัญหาอื่น ๆ ซึ่งผู้วิจัยได้มีข้อเสนอแนะ ๔ ประการ ดังนี้
(๒.๑) ข้อเสนอในการบัญญัติหลักการเลือกปฏิบัติภาครัฐและภาคเอกชน โดยเสนอให้ปรับปรุงแก้ไข
รัฐธรรมนูญในส่วนของการเลือกปฏิบัติโดยวางหลักรับรองความเท่าเทียมกันและห้ามเลือกปฏิบัติทั่วไป โดยแยกการเลือก
ปฏิบัติออกเป็นการกระท�าของรัฐและเอกชน ในส่วนภาครัฐนั้น เสนอให้มีหลักการว่า “รัฐจะต้องไม่เลือกปฏิบัติอย่าง ผลการดำ เนินงานปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙
ไม่เป็นธรรมทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อบุคคล ด้วยเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติซึ่งรวมถึง เชื้อชาติ เพศ การตั้งครรภ์ สถานะ
ความเป็นมารดา ชาติก�าเนิด สีผิว รสนิยมทางเพศ อายุ ความพิการ ศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรม ภาษา และถิ่นก�าเนิด…”
ในส่วนของภาคเอกชนนั้น เสนอให้มีหลักการว่า “บุคคลจะต้องไม่กระท�าการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมทั้งโดยตรงและ
โดยอ้อมต่อบุคคลอื่นด้วยเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติต่าง ๆ ..... ในการนี้รัฐต้องมีกฎหมายเพื่อป้องกันและห้ามการเลือกปฏิบัติ
ที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว”
(๒.๒) ข้อเสนอในการบัญญัติหลักการห้ามเลือกปฏิบัติโดยอ้อม แบ่งเป็น ๒ แนวทาง คือ (๑) แก้ไขกฎหมาย บทที่
๓
เพิ่มเติมหลักการเลือกปฏิบัติโดยอ้อมให้ชัดเจน โดยอาจจ�าแนกออกจากการเลือกปฏิบัติโดยตรง ดังเช่นกรณีแอฟริกาใต้
(๒) เสนอให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ น�าหลักการเลือกปฏิบัติโดยอ้อม
มาอธิบายประกอบการพิจารณากรณีที่มีสภาพข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติโดยอ้อม
(๒.๓) ข้อเสนอในการก�าหนดถ้อยค�าเกี่ยวกับ “การเลือกปฏิบัติ”
(๒.๓.๑) ก�าหนดเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกันอันต้องห้ามตามกฎหมายว่า “การเลือกปฏิบัติ” (Discrimination)
(๒.๓.๒) ก�าหนดเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกันแต่มีเหตุผลอันสมควรตามที่กฎหมายก�าหนด หรือไม่เข้า
องค์ประกอบเงื่อนไขของการเลือกปฏิบัติที่ต้องห้ามตามกฎหมายว่า “การกระท�าที่ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ” โดยไม่จ�าเป็นต้องน�า
องค์ประกอบ “เป็นธรรม” (Fair) หรือ “ไม่เป็นธรรม” (Unfair) มาใช้ในการจ�าแนกระหว่างการปฏิบัติทั้งสองอย่างดังกล่าว ทั้งนี้
เพราะค�าว่า “การเลือกปฏิบัติ” (Discrimination) แสดงนัยถึงความหมายในทางลบอยู่ในตัวเอง นอกจากนี้ ตามกฎหมาย
สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายฉบับก็มิได้ใช้องค์ประกอบ “เป็นธรรม” มาขยายค�าว่าการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด
(๒.๔) ข้อเสนอในการบัญญัติหลักการเกี่ยวกับ “เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ”
(๒.๔.๑) เพิ่มเติมเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติบางประการให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับกฎหมาย
สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เช่น ก�าหนดเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติให้ครอบคลุม “ความคิดเห็นอื่นใด” นอกเหนือจาก
“ความคิดเห็นทางการเมือง” รวมทั้งก�าหนดเหตุครอบคลุม “ความเชื่ออื่น” นอกจากความเชื่อทาง “ศาสนา”
(๒.๔.๒) เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติบางอย่าง ไม่ได้มีการระบุไว้ชัดแจ้งตามรัฐธรรมนูญ เช่น ประวัติ
อาชญากรรมนั้นอาจไม่ก�าหนดหรือระบุเหตุเหล่านี้เป็นเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติไว้อย่างชัดแจ้งในกฎหมาย แต่ใช้วิธีการ ตีความ
ร�ยง�นผลก�รปฏิบัติง�นคณะกรรมก�รสิทธิมนุษยชนแห่งช�ติ 69 ประจำ�ปีงบประม�ณ พ.ศ. ๒๕๕๙

