Page 77 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559
P. 77
ซึ่งสะท้อนแนวคิดการพิจารณา “การเลือกปฏิบัติ” บนพื้นฐานของกฎหมายปกครอง
(๗.๑.๕) การปฏิบัติที่แตกต่างกัน อันไม่อยู่ในขอบเขตกฎหมายสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับการห้ามเลือก
ปฏิบัติ: กรณีข้อเท็จจริงจากการรับฟังความคิดเห็น / สัมภาษณ์/ ประชุมกลุ่มย่อย
พบว่า ส่วนใหญ่เมื่อบุคคลเห็นว่าตน “ไม่ได้รับความเป็นธรรม” ก็มักมีการอ้างว่า “ถูกเลือกปฏิบัติ”
ไปด้วย อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างดังกล่าว หากพิจารณาในกรอบของกฎหมายสิทธิมนุษยชนแล้วอาจไม่อยู่ในขอบเขตของ
กฎหมายสิทธิมนุษยชน
(๗.๒) กรณีมีความคาบเกี่ยวระหว่างการเลือกปฏิบัติกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่น
พบว่า กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าเกิด “การเลือกปฏิบัติ” นั้น เมื่อพิจารณาในกรอบกฎหมายสิทธิมนุษยชน
แล้วเป็นกรณีการปฏิบัติในลักษณะเป็นกลาง (Neutral) ที่มีผลกับทุกคน หรือเป็นกรณีการปฏิบัติแตกต่างกันซึ่งไม่เกี่ยวข้อง
กับเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน จึงไม่อาจจัดว่าเป็น “การเลือกปฏิบัติ” (Discrimination)
(๗.๓) “การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม” ในบริบทของกฎหมายปกครอง
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การเลือกปฏิบัติในบริบทของกฎหมายปกครองอาจประกอบด้วยการเลือก
ปฏิบัติที่กว้างกว่า “เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ” ตามนัยกฎหมายสิทธิมนุษยชน โดยการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ในบริบทของ
คดีปกครอง นั้น เป็นการพิจารณา “การปฏิบัติที่แตกต่างกัน” ในกรอบของการตรวจสอบการใช้อ�านาจรัฐโดยมิชอบ
และมักมีข้อเท็จจริงที่สัมพันธ์กับ “การใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครองโดยมิชอบ” ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ
เช่น เชื้อชาติ เพศ ศาสนา เป็นต้น ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน
(๘) การเลือกปฏิบัติที่กฎหมายไทยยังไม่ครอบคลุมถึง
(๘.๑) เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ
สามารถจ�าแนกได้ ๔ กรณี คือ (๑) เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติที่รัฐธรรมนูญของไทยก�าหนดในลักษณะ
ที่กว้างกว่าหรือเพิ่มเติมจากที่กฎหมายระหว่างประเทศระบุไว้ (๒) เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติที่รัฐธรรมนูญของไทยมีการใช้ถ้อยค�า
ในลักษณะที่แคบกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ (๓) เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติบางกรณีกฎหมายต่างประเทศได้ขยายความ
จากเหตุดั้งเดิมที่ระบุไว้ โดยมีการแจกแจงรายละเอียดเพื่อความครอบคลุมและชัดเจน และ (๔) เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติบางเหตุ
มิได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่กฎหมายต่างประเทศบางประเทศก�าหนดครอบคลุม
ขึ้นมา เพื่อเป็นการคุ้มครองการเลือกปฏิบัติในปัจจุบันที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะทางสังคม
(๘.๒) ขอบเขตและการครอบคลุมของกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาคและการห้ามเลือกปฏิบัติ
ปัจจุบันไทยไม่มีกฎหมายเฉพาะอันมีลักษณะเป็นกฎหมายกลางเกี่ยวกับการห้ามเลือกปฏิบัติที่ครอบคลุม
เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติต่าง ๆ และมิติของการเลือกปฏิบัติต่าง ๆ โดยกฎหมายไทยที่เป็นอยู่ มีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะที่มีขอบเขต
จ�ากัดในเชิงเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ และ/หรือ มิติของการเลือกปฏิบัติ แต่ยังไม่ครอบคลุมกรณีต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นการเลือก
ปฏิบัติภายใต้กรอบกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและการเลือกปฏิบัติที่กฎหมายต่างประเทศให้การคุ้มครอง โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งการเลือกปฏิบัติในมิติและเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติอื่น ๆ นอกขอบเขตของกฎหมายเฉพาะดังกล่าวเช่น การเลือกปฏิบัติใน
ภาครัฐกับภาคเอกชน
(๘.๓) รูปแบบการบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติ (Model of Discrimination Laws) จ�าแนกได้ ๓ รูป
แบบหลัก ดังนี้
(๘.๓.๑) บัญญัติกฎหมายเฉพาะฉบับเดียวเกี่ยวกับการห้ามเลือกปฏิบัติ ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎหมายกลาง
(๘.๓.๒) บัญญัติกฎหมายเฉพาะหลายฉบับ แต่ละฉบับครอบคลุมเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติเฉพาะบางเหตุ และ
ครอบคลุมมิติของการเลือกปฏิบัติเฉพาะบางมิติ
(๘.๓.๓) มีการก�าหนดกฎหมายกลางที่ครอบคลุมเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติหลายเหตุและครอบคลุมมิติของ
การเลือกปฏิบัติหลายมิติ และมีกฎหมายฉบับอื่น ๆ ที่มีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะส�าหรับการห้ามเลือกปฏิบัติในบางมิติ หรือ
บางเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ
ร�ยง�นผลก�รปฏิบัติง�นคณะกรรมก�รสิทธิมนุษยชนแห่งช�ติ 68 ประจำ�ปีงบประม�ณ พ.ศ. ๒๕๕๙

