Page 82 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559
P. 82
การประชุมในครั้งนี้ ถือเป็นการเข้าร่วมในภารกิจระหว่างประเทศเป็นครั้งแรกของประธาน กสม. ชุดที่ ๓
นับตั้งแต่เข้ารับต�าแหน่งตั้งแต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘ โดยการประชุมแบ่งออกเป็น ๒ ช่วง ช่วงแรก ในวันที่ ๒๑
มีนาคม ๒๕๕๙ เป็นการประชุมกลไกบริหาร (Bureau) ของ ICC ประกอบด้วย สมาชิก ๑๖ ประเทศ จาก ๔ ภูมิภาค ได้แก่
ภูมิภาคแอฟริกา เอเชีย-แปซิฟิก อเมริกา และยุโรป ภูมิภาคละ ๔ ประเทศ แม้ กสม. ของไทยจะมิได้เป็นสมาชิก Bureau ของ
ICC แต่ก็สามารถเข้าร่วมประชุมได้ในฐานะผู้สังเกตการณ์ (Observer) ส�าหรับประเด็นที่มีการหารือในที่ประชุมส่วนใหญ่ ได้แก่
ประเด็นในเรื่องการบริหาร อาทิ ความร่วมมือกับหน่วยงานของสหประชาชาติซึ่งท�าหน้าที่ในการสนับสนุนการ
ด�าเนินงานของ ICC การรับทราบความคืบหน้าในกิจกรรมต่าง ๆ ของเครือข่ายในระดับภูมิภาค การปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์
ของ ICC สถานะทางการเงินและการช�าระค่าบ�ารุงประจ�าปีของสมาชิก การรับรอง TOR ของคณะท�างานของ ICC ซึ่งมีการ
จัดตั้งขึ้นใหม่ ได้แก่ ICC Working Group on Ageing รวมทั้งการแก้ไขธรรมนูญของ ICC (ICC Statute) โดยเฉพาะ
ในประเด็นเรื่องความชัดเจนของกระบวนการประเมินและทบทวนสถานะ (Accreditation Process) ของสถาบันสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติใน ICC เช่น การก�าหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการชี้แจงเพิ่มเติมหรือปฏิเสธ (challenge) ข้อเสนอแนะ
(recommendations) ของคณะอนุกรรมการประเมินสถานะ (Sub–Committee on Accreditation) ของ ICC การทบทวน
สถานะของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในลักษณะ Special Review และสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่อยู่ภายใต้
สถานการณ์พิเศษ (exceptional circumstances) เป็นต้น
การประชุมช่วงที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๒๒ - ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙
เป็นช่วงการประชุมที่เรียกว่า General Meeting ซึ่งสถาบันสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติไม่ว่าจะมีสถานะ ‘A’ หรือ ‘B’ สามารถเข้าร่วมประชุมได้ ผลการดำ เนินงานปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙
ระเบียบวาระส�าคัญของการประชุมในช่วงนี้ ได้แก่ (๑) บทบาทของสถาบัน
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการติดตาม (follow-up) Merida Declaration โดย
เฉพาะการติดตามการด�าเนินงานของรัฐโดยอาศัยขอบเขตอ�านาจหน้าที่
ที่กว้างขวางของสถาบันสิทธิฯ ทั้งในด้านการส่งเสริมและคุ้มครอง
สิทธิมนุษยชนที่สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยเน้นการ
ให้ค�าแนะน�าหรือค�าปรึกษาเกี่ยวกับแนวนโยบาย กฎหมาย การอบรม บทที่
๓
ให้ความรู้ การสร้างความตระหนักรู้ การวิเคราะห์และประเมินผลกระทบตลอดจนการรับเรื่องร้องเรียน (๒) บทบาทของสถาบัน
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติในสถานการณ์ความขัดแย้งและหลังเหตุการณ์ความขัดแย้ง (The role of NHRIs in conflict and post conflict
situations) โดยยึดสาระส�าคัญของปฏิญญากรุงเคียฟ (Kyiv Declaration) ซึ่งก�าหนดให้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด�าเนินมาตรการ
ต่าง ๆ ที่ส�าคัญเพื่อแก้ไขผลกระทบของสถานการณ์ที่มีต่อสังคม การจัดการกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน การน�าผู้กระท�าผิด
มาลงโทษโดยผ่านกระบวนการสอบสวน การสร้างสันติภาพ การส่งเสริมความปรองดอง และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ส�าหรับ
ประเด็นอื่น ๆ ที่มีการหารือ ได้แก่ สถานการณ์ผู้อพยพโดยเฉพาะในทวีปยุโรป ซึ่งอยู่ในขั้นวิกฤติ และการต่อสู้กับการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ซึ่งมีสาเหตุมาจากการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ การสร้างความเกลียดชัง และการใช้ความรุนแรง ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เล็งเห็นถึงความส�าคัญ
ของการน�าแนวทางสิทธิมนุษยชน (human rights approach) มาใช้ในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการผลักดันให้ประเด็นสิทธิมนุษยชน
ได้รับการรับรองอยู่ในนโยบายของรัฐ การสร้างความตระหนักรู้ให้กับรัฐบาลและรัฐสภาซึ่งต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว
นอกจากนี้ สถาบันสิทธิฯ ยังสามารถท�าหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างรัฐและเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งภาคประชาชน ภาคประชาสังคม
และภาคเอกชนในการท�างานเพื่อบรรลุพันธกรณีตามที่ปรากฏในสนธิสัญญาระหว่างประเทศทางด้านสิทธิมนุษยชน
ในช่วงสุดท้ายของการประชุมในวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้รับรองการเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการ
ของคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจาก International Coordinating
Committee on the National Human Rights Institutions หรือ ICC เป็น Global Alliance of National Human Rights Institutions
หรือ GANHRI พร้อมกับรับรองการเข้ารับต�าแหน่งประธาน GANHRI ของศาสตราจารย์ Beate Rudolf ประธานสถาบันสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
ร�ยง�นผลก�รปฏิบัติง�นคณะกรรมก�รสิทธิมนุษยชนแห่งช�ติ 73 ประจำ�ปีงบประม�ณ พ.ศ. ๒๕๕๙

