Page 39 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559
P. 39
ผลการด�าเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(๑) กรมควบคุมมลพิษมีหนังสือที่ ทส ๐๓๐๗/๒๕๙๒ ลงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๙ แจ้งว่า ได้ติดตามผลการด�าเนินการ
อย่างต่อเนื่อง และการรถไฟแห่งประเทศไทย แจ้งว่า บริษัท ทางด่วนและรถไฟกรุงเทพ จ�ากัด (มหาชน) ได้ก�าหนดแนวทาง
ในการป้องกันปัญหาเสียงโฆษณาดังรบกวนผู้ใช้บริการภายในห้องโดยสารรถไฟฟ้า โดยก�าหนดค่าระดับเสียงของจอมอนิเตอร์
ไว้ไม่เกิน ๗๐ เดซิเบลเอ ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานภายในห้องโดยสารรถไฟฟ้า และได้ด�าเนินการตรวจวัดระดับเสียงบริเวณห้อง
ผู้โดยสารภายในรถไฟฟ้าเป็นประจ�าทุกปี โดยผลการตรวจวัดระดับเสียงโฆษณาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และจะน�าประเด็นดังกล่าว
เป็นปัจจัยในการส�ารวจความพึงพอใจต่อไป ทั้งนี้ เพื่อเป็นการก�ากับติดตามป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียงใน
ห้องโดยสารรถไฟฟ้าและบริเวณสถานีรับส่งผู้โดยสาร กรมควบคุมมลพิษ จึงมีหนังสือประสานความร่วมมือการรถไฟฟ้าขนส่ง
มวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อท�าการตรวจวัดความดังอย่างสม�่าเสมอพร้อมทั้งรายงานให้สาธารณชนทราบ
(๒) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้ส่งเอกสารเพิ่มเติม และได้มีหนังสือที่ รฟม ๐๑๐/๑/๑๘ ลงวันที่
๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙ ถึงบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จ�ากัด (มหาชน) ผู้รับผิดชอบการเดินรถ ให้น�าส่งผลการตรวจวัด
ระดับเสียงในห้องโดยสารรถไฟฟ้าและบริเวณสถานีรับส่งผู้โดยสาร พร้อมทั้งเผยแพร่ให้สาธารณชนได้ทราบ อีกทั้งขอให้เพิ่ม
หัวข้อการส�ารวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแล้ว
รายงานฯ ที่ ๑๒๒๐/๒๕๕๘ เรื่อง สิทธิชุมชน กรณีโครงการท่าเรือน�้าลึกและเขตเศรษฐกิจำทวาย
ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาที่ประเทศไทยร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงในการพัฒนา ละเมิด
สิทธิมนุษยชนต่อชาวทวาย
ประเด็นค�าร้อง
กสม. ได้รับค�าร้องเรียนจากมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เสมสิกขาลัย และสมาคมพัฒนาทวายว่า เมื่อปี ๒๕๕๑
บริษัท อ. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงกับการท่าเรือของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในการพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจ
พิเศษทวายในประเทศเมียนมา ต่อมา ปี ๒๕๕๕ โครงการดังกล่าวได้เปลี่ยนสถานะเป็นโครงการระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาล
เมียนมา ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ เช่น ท่าเรือน�้าลึก โรงกลั่น
น�้ามัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงไฟฟ้าถ่านหิน เขื่อนกักเก็บน�้า เพื่อใช้ในเขตนิคมอุตสาหกรรม และการสร้างถนนเชื่อมต่อกับ
ประเทศไทย ซึ่งการด�าเนินโครงการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนในพื้นที่
การด�าเนินการของ กสม.
กสม. พิจารณาค�าร้องแล้วเห็นว่า บริษัท อ. ได้เข้าไปด�าเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจทวายในพื้นที่
เมืองทวาย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นตะนาวศรี ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเมียนมา โดยได้ด�าเนินการก่อสร้างโครงสร้าง
พื้นฐานก่อให้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนเมียนมา โดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาที่มีมาตรฐานและ
เป็นธรรม ทั้งยังท�าให้ประชาชนต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย ที่ดินท�ากิน และวิถีชีวิตถูกเปลี่ยนแปลงไป โดยการด�าเนินการดังกล่าว
ไม่มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ การด�าเนินการของบริษัท อ. เป็นการกระท�าที่เข้าข่าย
การละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนเมียนมา ทั้งยังปรากฏว่า รัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลไทยมีข้อตกลงและสนับสนุนการ
ด�าเนินโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายต่อไป กสม. จึงเห็นควรเสนอแนะนโยบายเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการชี้แนะแห่ง
สหประชาชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน : การปฏิบัติตามกรอบการคุ้มครอง เคารพ เยียวยา (United Nations Guiding
Principles on Business and Human Rights : Implementing the Protect, Respect, Remedy Framework (2554))
และป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไป ดังนี้
ร�ยง�นผลก�รปฏิบัติง�นคณะกรรมก�รสิทธิมนุษยชนแห่งช�ติ 30 ประจำ�ปีงบประม�ณ พ.ศ. ๒๕๕๙

