Page 529 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 529

ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ





                ๕.๑.๒ การเลือกปฏิบัติที่กฎหมายไทยยังไม่ครอบคลุมถึง


                       จากการสรุปในหัวข้อ ๕.๑ จะเห็นได้ว่า กรณีที่มีการกล่าวอ้างและมีการพิจารณาว่าเป็น “การเลือก

          ปฏิบัติ” นั้น หลายกรณีไม่จัดเป็นการเลือกปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะต้องพิจารณาในบริบทกฎหมายอื่น
          ต่อไป อย่างไรก็ตาม ส�าหรับประเด็นที่ว่า การปฏิบัติแตกต่างกันอันจัดอยู่ในขอบเขตของ “การเลือกปฏิบัติ” ตามกฎหมาย
          สิทธิมนุษยชนนั้น กฎหมายไทยปัจจุบันมีขอบเขตครอบคลุมกรณีเหล่านั้นเพียงใด  จะได้สรุปในหัวข้อนี้  โดยจะเริ่มจาก

          การสรุปวิเคราะห์เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติด้วยการเปรียบเทียบกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและกฎหมาย
          ต่างประเทศกับกฎหมายไทยในหัวข้อ ๕.๑.๒.๑ จากนั้นจะสรุปวิเคราะห์ขอบเขตกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องในปัจจุบันว่า

          ครอบคลุมการเลือกปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนเพียงใดในหัวข้อ ๕.๑.๒.๒ หลังจากนั้นจะสรุปรูปแบบกฎหมาย
          เกี่ยวกับการห้ามเลือกปฏิบัติในหัวข้อ ๕.๑.๒.๓ เพื่อน�าไปสู่ข้อเสนอแนะต่อไป



                       ๕.๑.๒.๑ สรุปวิเคราะห์เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ
                                การเลือกปฏิบัติในขอบเขตของการวิจัยนี้เป็นการพิจารณาในกรอบกฎหมายสิทธิมนุษยชน
          ดังนั้น องค์ประกอบส�าคัญที่ท�าให้การปฏิบัติอันแตกต่าง (Distinction หรือ Differentiation) ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ

          (Discrimination)  คือ การปฏิบัติอันแตกต่างนั้นต้องสืบเนื่องหรือเกี่ยวข้องกับเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ (Discrimination
          Grounds) ซึ่งเหตุดังกล่าวมีการระบุไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายต่างประเทศ จากการศึกษาวิเคราะห์
          กฎหมายดังกล่าวเปรียบเทียบกับกฎหมายไทย อาจจ�าแนกสรุปได้ ๔ กรณี ดังนี้



                                ๑  เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติที่รัฐธรรมนูญของไทยก�าหนดในลักษณะที่กว้างกว่าหรือเพิ่ม

          เติมจากที่กฎหมายระหว่างประเทศระบุไว้ เช่น “การศึกษาอบรม” “สถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม” อย่างไรก็ตาม
          อาจพิจารณาได้ว่าเหตุดังกล่าวอาจจัดอยู่ในความหมายของ “สถานะอื่น” ตามกฎหมายระหว่างประเทศได้ นอกจากนี้
          ส�าหรับกรณี “สภาพทางกายหรือสุขภาพ” นั้นมีความหมายแตกต่างจาก “ความพิการ” โดยอาจรวมถึงสภาพทางกาย

          ต่าง ๆ เช่น น�้าหนัก ความสูง หรือการเจ็บป่วยเป็นโรคบางอย่างซึ่งไม่จัดอยู่ในความหมายของ “ความพิการ” ได้ด้วย
          หรือในกรณีเหตุ “วัยรุ่น” (บุคคลอายุเกินสิบปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึงยี่สิบปีบริบูรณ์) ไม่มีการก�าหนดไว้ในกฎหมายสิทธิ

          มนุษยชนระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบันไทยมีกฎหมายเฉพาะวางหลัก “ห้ามเลือกปฏิบัติต่อบุคคลด้วยเหตุดังกล่าว
          (พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. ๒๕๕๙) จึงอาจจัดว่าเป็นเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ
          ที่กว้างกว่ากฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมมองหนึ่งอาจจัดอยู่ในเหตุ “อายุ”


                                ๒  เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติที่รัฐธรรมนูญของไทยมีการใช้ถ้อยค�าในลักษณะที่แคบกว่า
          กฎหมายระหว่างประเทศ เช่น ให้การคุ้มครองเหตุเกี่ยวกับ “ความคิดเห็นทางการเมือง” ในขณะที่กฎหมายระหว่าง

          ประเทศครอบคลุม “ความคิดเห็นอื่นใด” ด้วย ซึ่งมีขอบเขตกว้างกว่าการเมือง เช่น ความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ของ
          สังคม   ส�าหรับการระบุถ้อยค�า “ความเชื่อทางศาสนา” ตามรัฐธรรมนูญนั้นท�าให้ขอบเขตของเหตุนี้มีลักษณะจ�ากัดลง โดย
          ความเชื่อที่จะได้รับการคุ้มครองต้องเกี่ยวข้องกับ “ศาสนา” อันน�าไปสู่ประเด็นปัญหาว่า ความเชื่อที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา

          รวมทั้งศาสนาที่มิใช่ศาสนากระแสหลัก จะจัดอยู่ในเหตุที่ได้รับความคุ้มครองนี้หรือไม่  ในขณะที่ตามกฎหมายระหว่าง
          ประเทศนั้น ความเชื่ออื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา อาจได้รับการคุ้มครองภายใต้ความหมายของ “ความคิดเห็นอื่นใด”






                                                        528
   524   525   526   527   528   529   530   531   532   533   534