Page 527 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 527

ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ







                                 คดีที่เกี่ยวข้องกับการเวนคืนซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่ามีการเลือกปฏิบัติเนื่องจากบุคคลที่อยู่ใน
          สถานะเหมือนกันหรือที่ดินที่อยู่ในสภาพเหมือนกัน แต่ได้รับค่าทดแทนที่แตกต่างกัน  โดยศาลน�าหลักความเท่าเทียมกัน

          ตามรัฐธรรมนูญมาปรับใช้และตัดสินว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ขัดต่อหลักความเท่าเทียมหรือหลักความเสมอภาค
          ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการเลือกปฏิบัติในกรณีนี้มิได้เกี่ยวข้องกับเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน
          (ค�าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๒/๒๕๕๑) เช่นเดียวกับกรณีค�าสั่งทางปกครองก�าหนดเงื่อนไขในการได้รับบริการ

          จากภาครัฐโดยส่งผลเป็นการปฏิบัติที่แตกต่างกันระหว่างผู้ขอใช้บริการ ด้วยเหตุแห่งการเป็นผู้เช่าหรือผู้มีสิทธิครอบครอง
          ที่ดิน  ซึ่งเหตุดังกล่าวนี้มิได้จัดอยู่ในเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน ดังเช่น เพศ เชื้อชาติ ศาสนา

          ฯลฯ แต่ศาลปกครองก็ตัดสินว่า กรณีเช่นนี้จะมีการก�าหนดเงื่อนไขอันเป็นการเลือกปฏิบัติไม่ได้  (ค�าพิพากษาศาลปกครอง
          สูงสุดที่ อ.๓๕๗/๒๕๔๙)  หรือคดีที่เกี่ยวกับมติของผู้ถูกฟ้องคดี (คณะรัฐมนตรี) ถือว่าเป็นการออกกฎอันเป็นการลดสิทธิ
          หรือจ�ากัดสิทธิตามสัญญาของผู้ฟ้องคดี ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการที่ให้ความคุ้มครองสิทธิแก่ผู้เข้าท�าสัญญาจัดท�าบริการ

          สาธารณะหรือสัญญาสัมปทานกับรัฐ ตามนัยมาตรา ๓๓๕ (๒) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมีลักษณะ
          เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อสิทธิตามสัญญาฯ ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งขัดกับหลักความเสมอภาคตามมาตรา ๓๐ ของ

          รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ค�าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๖/๒๕๔๖)  ส�าหรับกรณีเหตุ “คุณวุฒิเกียรตินิยม”
          ของบุคคลนั้น ศาลปกครองเห็นว่า “การก�าหนดให้ผู้ได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมทุกสาขาถือเป็นเหตุพิเศษที่จะให้ได้รับ
          สิทธิคัดเลือกแทนการสอบแข่งขันนั้น เห็นว่า เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม” (ค�าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่

          อ. ๓๗๙/๒๕๕๐)   เช่นเดียวกับค�าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๑๕๘/๒๕๕๐)  ซึ่งศาลปกครองตัดสินว่า การปฏิบัติ
          ที่แตกต่างกันด้วยเหตุเกียรตินิยมนั้นเป็นการปฏิบัติต่อบุคคลที่มีสถานะทางกฎหมายที่เหมือนกันให้แตกต่างกัน ย่อมถือ
          ได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม” หรือในกรณีลูกจ้างได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันเพียงเพราะเหตุแห่งช่วง

          เวลาที่ลูกจ้างแต่ละกลุ่มสมัครเป็นสมาชิกกองทุนส�ารองเลี้ยงชีพ  ศาลปกครองเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ (ค�าพิพากษา
          ศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๔๘/๒๕๔๙)  ซึ่งกรณีนี้การเลือกปฏิบัติเกิดจากเหตุอื่นที่มิใช่เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับ
          เชื้อชาติ ศาสนา เพศ ฯลฯ



                                 จะเห็นได้ว่า คดีปกครองนั้นเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการใช้อ�านาจรัฐที่มีการปฏิบัติต่อ

          บุคคลแตกต่างกัน หรือเกี่ยวข้องกับการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ เช่น การที่ผู้ฟ้องคดีผ่านเกณฑ์ประเมิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดี
          ไม่ต่อสัญญาจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยไม่มีเหตุผลอันควร ศาลตัดสินว่า “เป็นการเลือกปฏิบัติและใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วย
          กฎหมาย” (ค�าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๙๙/๒๕๕๑)  หรือในคดีที่มีประเด็นว่าการจัดซื้อจัดจ้างเป็นการเลือก

          ปฏิบัตินั้น ศาลปกครองเคยตัดสินว่า “ไม่มีเหตุผลอันควรและเป็นการเลือกปฏิบัติต่อกรณีที่มีข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน”
          (ค�าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๕๔/๒๕๔๗) โดยคดีนี้แม้มีการปฏิบัติแตกต่างกันระหว่างข้อเท็จจริงสองกรณี

          ที่เหมือนกัน แต่ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด ส�าหรับบางคดี
          พบว่าไม่ได้มีการเปรียบเทียบระหว่างผู้ฟ้องคดีกับบุคคลอื่นที่มีลักษณะ “เหมือนกัน” แต่ได้รับการปฏิบัติแตกต่างกัน
          ด้วยเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ แต่ศาลพิจารณาประเด็นการเลือกปฏิบัติรวมกันกับการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ (ค�าพิพากษา

          ศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๕/๒๕๔๗)










                                                        526
   522   523   524   525   526   527   528   529   530   531   532