Page 80 - รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
P. 80

68 | P a ge




                  3.1.2 ศาลสิทธิมนุษยชนแหงยุโรป (European Court of Human Rights)


                         ทวีปยุโรปมีศาลที่มีลักษณะเหนือรัฐ (Supra-National) ซึ่งคําพิพากษาของศาลจะอยูเหนือ

               กฎหมายภายในของรัฐ เมื่อศาลมีคําพิพากษาแลว หากคําพิพากษาแตกตางจากกฎหมายภายในของรัฐคูกรณี
               รัฐคูกรณีจําเปนตองเปลี่ยนแปลงแกไขกฎหมายของตนใหสอดคลองกับคําพิพากษาของศาล มีทั้งหมด 2 ศาล

               ดวยกัน ไดแก 1) ศาลยุติธรรมแหงยุโรป (European Court of Justice) ปจจุบันเปลี่ยนเปนศาลยุติธรรมแหง

               สหภาพยุโรป (Court of Justice of the European Union: CJEU) ซึ่งจะรับวินิจฉัยคดีตามสนธิสัญญาจัดตั้ง
               สหภาพยุโรปและตองเปนคดีที่พิพาทกันภายในรัฐภาคีสหภาพยุโรปเทานั้น โดยศาลยุติธรรมแหงสภาพยุโรปจะ

               ไมรับวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน เวนแตคดีที่กระทบตอสิทธิขั้นพื้นฐานที่กําหนดไวใน
               สนธิสัญญาจัดตั้งสหภาพยุโรป ศาลยอมมีอํานาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได  และ 2) ศาลสิทธิมนุษยชนแหงยุโรป

               (European Court of Human Rights) ซึ่งเปนศาลที่รับวินิจฉัยคดีสิทธิมนุษยชนในยุโรปเปนการเฉพาะ

               ดังนั้น ในการศึกษาคดีตางๆ จึงตองศึกษาศาลสิทธิมนุษยชนแหงยุโรปเปนหลัก


                         ศาลสิทธิมนุษยชนแหงยุโรป กอตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม 1959 ตามมาตรา 19 แหงอนุสัญญา

               สิทธิมนุษยชนแหงยุโรป ปจจุบันมีเขตอํานาจครอบคลุม 47 ประเทศสมาชิกในทวีปยุโรป (ครอบคลุมทั้ง
               ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 28 ประเทศ และประเทศในทวีปยุโรปอีก 19 ประเทศ) การคัดเลือกผูพิพากษา

               ตามพิธีสาร ฉบับที่ 14 ค.ศ. 2010 ซึ่งเปนฉบับแกไขลาสุดที่ใชบังคับอยู ณ ปจจุบัน กําหนดใหผูพิพากษา

               จะตองไดรับการคัดเลือกจากคะแนนโหวตของที่ประชุมสมัชชารัฐสภาแหงคณะมนตรียุโรป (Parliamentary
               Assembly of the Council of Europe) โดยผูพิพากษาจะไดรับการเสนอชื่อจากรัฐสมาชิกละ 3 คน เมื่อ

               โหวตแลวจะเหลือเพียง 1 คนของแตละรัฐ ผูพิพากษาแตละคนอยูในตําแหนงวาระ 9 ปเทานั้นไมสามารถตอ
               อายุได (แตเดิมวาระจะมีกําหนด 6 ป แตผูพิพากษาสามารถกลับเขามาเปนผูพิพากษาไดอีกวาระหนึ่ง) ในการ

               พิจารณาพิพากษาคดีความจะใชผูพิพากษา 3 คน หากความเห็นไมสอดคลองกันใหใชคะแนนเสียง 2 ใน 3 ใน
               การตัดสินคดีความ หากมีประเด็นที่เปนที่ถกเถียงกันระหวางองคคณะ หรือเปนประเด็นที่มีปญหารายแรง ผู

               พิพากษาคนหนึ่งอาจนําประเด็นดังกลาวไปเขาสูที่ประชุมเล็ก (Chambers) มีผูพิพากษาจํานวน 7 คน หรือที่

               ประชุมใหญ (Grand Chamber) มีผูพิพากษาจํานวน 17 คนเพื่อหาขอยุติตามแตกรณี


                         เขตอํานาจของศาลสิทธิมนุษยชนแหงยุโรปในการรับคดีขึ้นวินิจฉัยจะตองเปนคดีที่เกี่ยวของกับ

               สิทธิมนุษยชนเทานั้น หากมีประเด็นที่เกี่ยวโยงกับศาลยุติธรรมแหงสหภาพยุโรป ศาลอาจขอความเห็นไดหรือ
               รวมมือกันในประเด็นที่เกี่ยวโยงกันก็ได ในการฟองคดีนั้นผูฟองคดีอาจเปนรัฐเมื่อเปนขอพิพาทระหวางรัฐกับ

               รัฐ (Inter-State) หรืออาจเปนปจเจกบุคคลกับรัฐก็ได  นอกจากนี้ศาลยังมีหนาที่ตอบความเห็นขอหารือ

               (Advisory Opinion) แกคณะมนตรียุโรปในปญหาเกี่ยวกับการตีความอนุสัญญาวาดวยสิทธิมนุษยชนยุโรปก็
               ได  คําพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแหงยุโรปมีผลผูกพันทั้งคูความและเปนหลักการใหแกประเทศสมาชิกที่

               จะตองใหความคุมครองสิทธิมนุษยชนแกทุกคนในรัฐสมาชิกใหเปนมาตรฐานเดียวกัน
   75   76   77   78   79   80   81   82   83   84   85