Page 92 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ
P. 92
๓.1 ความส�าคัญของการก�าหนดแนวเขตพื้นที่
การกำาหนด การจับจอง การครอบครอง หรือการแสดงอาณาเขตพื้นที่ โดยวัตถุประสงค์หลัก
เป็นไปเพื่อให้รู้ขอบเขตสำาหรับการแบ่งสันปันส่วนระหว่างกัน ซึ่งในระดับประเทศ หมายถึง การกำาหนด
แนวพรมแดนระหว่างประเทศที่มีแนวเขตแดนติดกัน หรือการทำาเครื่องหมายกำาหนดแนวแห่งพรมแดน
ระหว่างประเทศขึ้นให้เป็นที่แน่นอนบนแผนที่ หรือการทำาเครื่องหมายไว้ในภูมิประเทศ เพื่อเป็นการ
แสดงอาณาเขตระหว่างกัน ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งตามแนวพรมแดน หลักการสำาคัญ
ของการกำาหนดแนวพรมแดนอยู่ที่ความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งจะปรากฏออกมาในรูปของหนังสือ
สัญญา เป็นสนธิสัญญา อนุสัญญา ความตกลง บันทึกวาจา ฯลฯ ซึ่งมีสิทธิและประโยชน์ที่บ่งไว้ใน
หนังสือสัญญาดังกล่าวโดยนัยระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศ และจะเป็นเครื่องยืนยันว่าคู่สัญญาจะ
เคารพต่อเอกราชอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนต่อแนวพรมแดนตามความนิยมปัจจุบัน ที่ต้องมีการ
กำาหนด หรือการปักปันตามกฎหมายระหว่างประเทศ และมีหลักเขตแดนปักไว้ให้เห็นเด่นชัดเป็นที่
แน่นอนตามหลักนิยมระหว่างประเทศนั้น การกำาหนดแนวพรมแดนหรือการเปลี่ยนแปลงแนวพรมแดน
ที่กำาหนดไว้แล้วจะกระทำากันด้วยความตกลง หรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องเรียกว่า การกำาหนด
เขตแดน ข้อความในสัญญากำาหนดเขตแดนระยะแนวเขตแดนไว้อย่างกว้าง หลังจากนั้นคณะกรรมการ
ร่วมระหว่างประเทศ ว่าด้วยการปักหลักเขต ซึ่งจะร่วมกันถ่ายทอดข้อความสำาคัญลงในภูมิประเทศ
จริง ซึ่งเรียกว่า การปักปันเขตแดน หรือแนวพรมแดน เมื่อมีการกำาหนดเขตแดนระหว่างประเทศแล้ว
เรื่องต่อไปเป็นการกำาหนดขอบเขตพื้นที่ภายในประเทศ ทั้งเรื่องเป็นการแบ่งพื้นที่สำาหรับกิจการต่างๆ
และการจับจองอยู่อาศัยทำากินของราษฎรในพื้นที่ โดยในบทนี้จะกล่าวถึงการกำาหนดขอบเขตในส่วน
เฉพาะที่ดินของรัฐ ซึ่งอาจสรุปเป็นลำาดับได้ว่า เกิดจากการสงวนหรือหวงห้ามโดยพระบรมราชโองการ
(มีศักดิ์เป็นกฎหมาย) การให้อำานาจในการกำาหนดพื้นที่สำาหรับการใช้ประโยชน์ร่วมกันของส่วนรวม
ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๕๗ ได้แก่ ที่ทำาเลเลี้ยงสัตว์ หนองนำ้า
สาธารณประโยชน์ ประกาศของสมุหเทศาภิบาล ประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นต้น การสงวน
หวงห้ามดังกล่าว ใช้ลักษณะการบรรยายขอบเขตพื้นที่ การบัญญัติแบ่งกลุ่มพื้นที่ตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.๒๔๗๕ ตามมาตรา ๑๓๐๔ ต่อมาการหวงห้ามที่ดินต้องดำาเนินการตามพระราช
บัญญัติ ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.๑๔๗๘ บัญญัติ
วิธีการหวงห้ามที่ดินของรัฐต้องกระทำาโดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และเริ่มมีการจัดทำาแผนที่
แนบท้ายซึ่งแผนที่ดังกล่าวขณะนั้นไม่อาจเทียบกับระบบการทำาแผนที่ในปัจจุบัน เนื่องจากอาศัยสภาพ
ภูมิประเทศเป็นหลัก จึงเป็นไปในลักษณะการจำาลองสภาพภูมิประเทศประกอบแนวเขตพื้นที่ที่ต้องการ
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ 91

