Page 206 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ
P. 206
ระหว่างการมีส่วนร่วม ข้อมูลข่าวสาร และการกระจายอำานาจ พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์กัน กฎหมาย
ด้านการมีส่วนร่วม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการกระจายอำานาจ ได้แยกหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ
ออกจากกัน แยกกันดำาเนินการ ไม่เป็นเอกภาพที่จะให้เกิดการบูรณาการ ส่งผลถึงการให้ประชาชนเข้าไปมี
ส่วนร่วมไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
๒. การทับซ้อนของแนวเขตที่ดินของรัฐกระทบสิทธิในที่ดินของประชาชน พบว่า การกำาหนด
แนวเขตที่ดินของรัฐและมีการทับซ้อนกันระหว่างหน่วยงานภายในด้วยกัน มีการทับซ้อนกันระหว่าง
หน่วยงาน ยังพบอีกว่าหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดำาเนินการกำาหนดแนวเขต โดยประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ
จากการจัดทำาแนวเขตไม่ทราบข้อมูลในพื้นที่จริงว่าขอบเขตพื้นที่ที่กำาหนดเป็นอย่างไร แม้ว่าพบ
ข้อผิดพลาดแล้วก็ตาม แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่ได้มีการแก้ไข ทั้งยังมีความล่าช้า หน่วยงานผู้รับผิดชอบ
ยังไม่ดำาเนินการในการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วง รวมทั้งการไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องปัญหาการทับซ้อน
แนวเขตระหว่างหน่วยงาน
๓. การพิจารณาออกกฎกระทรวง หรือ พระราชกฤษฎีกา กำาหนดให้มีแผนที่แนบท้ายอันถือเป็น
ส่วนหนึ่งของกฎหมาย พบว่า สำานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีเฉพาะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย
แต่ไม่มีความรู้ในด้านแผนที่ ทำาให้เกิดความล่าช้า เกิดความผิดพลาดในการจัดทำาแผนที่แนบท้าย
พระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวง ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่กำาหนดในรูปแผนที่
๔. การกำาหนดแนวเขตพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ พบว่า ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกกำาหนด
ขอบเขตเหล่านี้ เป็นผู้กระทำาผิดตามกฎหมาย วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป กระทบสิทธิของประชาชน ละเมิด
สิทธิมนุษยชน และไม่มีหน่วยงานใดเข้ามารับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
๕. การจำาแนกที่ดิน และการกำาหนดแนวเขตที่ดิน พบว่า การจำาแนกที่ดิน และการกำาหนด
แนวเขตที่ดินเพื่อการพัฒนาประเทศและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ผ่านมา ประกอบกับจำานวน
ประชากรที่เพิ่มขึ้น มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอันหลากหลาย มีวิชาการใหม่ๆ ในการใช้ประโยชน์ในที่ดิน
ทำาให้การใช้เส้นที่แสดงลักษณะความสูงตำ่าของพื้นที่เป็นตัวกำาหนดแนวเขตที่ดินตามการจำาแนก เป็นการ
ดำาเนินการที่ล้าสมัย และไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงตามความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ตามศักยภาพ
ของพื้นที่
๖. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พบว่า รัฐไม่มีการสร้างความ
เข้าใจกับประชาชน ให้ตระหนักถึงการเป็นพื้นที่แหล่งต้นนำ้าลำาธารที่ต้องมีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน รักษา
ไว้ให้คงอยู่ สร้างการมีส่วนร่วมให้ประชาชนเข้าใจในด้านการอนุรักษ์อย่างถูกวิธี และกำาหนดวิธีการในการ
อยู่กับพื้นที่ควรสงวนรักษาอย่างยิ่งนั้น แต่ในการดำาเนินงานของหน่วยงานของรัฐที่ผ่านมา มีแต่ต้องการ
อพยพโยกย้ายประชาชนแห่งท้องที่นั้นเพียงอย่างเดียว ไม่แก้ไขโดยวิธีอื่น ทำาให้ขาดการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ที่มีผลกระทบกับระบบนิเวศ
๗. กระบวนการยุติธรรมกับการกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ พบว่า การกำาหนดแนวเขตที่ดิน
ของรัฐที่เกิดการทับซ้อนที่ดินของประชาชนและทำาให้ประชาชนเหล่านั้นเป็นผู้ที่ผิดกฎหมาย
ถูกจับกุมดำาเนินคดีตามที่กฎหมายกำาหนด มีการเลือกปฏิบัติ มีการปล่อยปละละเลยต่อผู้กระทำาความผิด
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ 205

