Page 211 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ
P. 211

นั้นได้รับความเป็นธรรมในการดำาเนินคดีและไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ ควรให้มีศาลพิจารณาพิพากษาตัดสิน

               ในประเด็นนี้เป็นการเฉพาะ และหน่วยงานที่ให้การช่วยเหลือประชาชนที่ถูกดำาเนินคดีต้องเข้าไปดำาเนินการ
               ทันทีโดยมิต้องให้ประชาชนร้องขอ

                     จากผลของการศึกษาสรุปได้ดังนี้


                     การกำาหนดแนวเขตพื้นที่ โดยวัตถุประสงค์หลักเป็นไปเพื่อให้รู้ขอบเขตสำาหรับการแบ่งสันปันส่วน
               ระหว่างกัน หน่วยงานของรัฐได้กำาหนดพื้นที่หวงห้ามในแต่ละหน่วยงานขึ้นตามรูปแบบต่างๆ ปัญหาเกี่ยวกับ

               สิทธิในที่ดินจึงมีจำานวนเพิ่มมากขึ้น การแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าว ต้องใช้ทั้งแนวเขตและสภาพ
               ข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่มีการหวงห้ามเป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหา การประกาศกำาหนดให้เป็นที่ดินของรัฐ

               แบ่งแยกออกตามวัตถุประสงค์หรือนโยบายของรัฐได้เป็น ๒ ประเภท คือ เป็นพื้นที่ที่รัฐมีวัตถุประสงค์ ในการ
               สงวนเพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ ทั้งแก่รัฐและแก่ประชาชน และเป็นพื้นที่ที่รัฐมีวัตถุประสงค์ในการ

               สงวนเพื่อการสงวนรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดยพบว่ามีปัญหากระทบกับสิทธิในที่ดินของประชาชน
               ซึ่งสรุปประเด็นปัญหาได้ ๓ ประการ คือ (๑) แนวเขตที่กำาหนดมีการทับซ้อนกันระหว่างพื้นที่ของหน่วยงาน

               ต่างๆ (๒) แนวเขตที่กำาหนดมีความผิดพลาด ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง ซึ่งในสภาพปัญหานี้สามารถจำาแนก

               ได้เป็น ๓ ปัญหาย่อย คือ การไม่ยอมรับ ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง และแนวเขตที่กำาหนดล้าสมัย และ
               (๓) ความล่าช้าในการกำาหนดแนวเขตพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ


                     ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้นำาเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้ต่อคณะกรรมการ
               สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยได้เลือกกรณีคำาร้อง จำานวน ๗ กรณีศึกษา โดยเน้นกรณีศึกษาในพื้นที่ ป่าไม้

               จำานวน ๖ กรณี และที่ดินสงวนหวงห้ามกับที่ดินสาธารณประโยชน์ จำานวน ๑ กรณี สรุปได้ว่า

                     (๑) รัฐเป็นผู้กำาหนดเขตจำาแนกพื้นที่แต่ฝ่ายเดียว โดยไม่คำานึงถึงสภาพข้อเท็จจริงในพื้นที่ว่าประชาชน

               ทำากินมาก่อน ทำาให้ประชาชนไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมายกำาหนด

                     (๒) ปัญหาข้อขัดแย้ง ยังไม่สามารถหาข้อยุติแนวเขตร่วมกันของหน่วยงานได้ ประชาชนถูกจับกุม
               ดำาเนินคดี และไม่สามารถทำากินได้ตามสิทธิที่ควรจะได้รับตามกฎหมาย หน่วยงานของรัฐมิได้เร่งรัดให้มี

               การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนผู้เดือดร้อน

                     (๓) มีการกำาหนดแนวเขตพื้นที่สงวนหวงห้าของรัฐคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงและมีการกำาหนด

               จุดพิกัดพื้นที่ผิดพลาด

                     (๔) การเพิ่มความเข้มข้นของกฎหมายที่กระทบสิทธิของประชาชน เป็นการละเมิดสิทธิของ

               ประชาชนที่พึงมี

                     (๕) การมีส่วนร่วมของประชาชนมิได้เป็นที่ยอมรับและระบุไว้เป็นระเบียบปฏิบัติ เพื่อร่วมกำาหนด
               แนวเขตอย่างชัดเจน ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนเกิดจากการตื่นตัวและเรียกร้องของประชาชน

               มากกว่า

                     (๖) การทับซ้อนในเรื่องแนวเขตและกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

                     (๗)   ประชาชนจำานวนมากเสียสิทธิในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินที่มีการประกาศที่หวงห้ามของรัฐ



       210     การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ
   206   207   208   209   210   211   212   213   214   215   216