Page 115 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 115
หน้ า | ๑๐๑
กรณีศึกษาทั้ง ๕๗ กรณี ปัญหาได้รับการแก้ไขจนเป็นที่พอใจของผู้ร้องเรียนและปัญหายุติแล้ว
(ประเภทที่ ๑ ร้อยละ ๑๒.๓ และ ประเภทที่ ๒ ร้อยละ ๑๗.๕) และปัญหายังไม่ยุติ ร้อยละ๗๐.๒ แบ่งเป็นปัญหา
ได้รับการดําเนินการบางส่วนต้องการให้ กสม. ติดตามร้อยละ ๓๕.๑ และมาตรการไม่ได้รับการตอบสนองร้อยละ
๓๕.๑
๔. ปัญหาอุปสรรค ในการดําเนินการตามมติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๑) โครงการก่อสร้างของภาครัฐที่ยังไมได้ก่อสร้าง ส่วนใหญ่ กสม. มีมติให้ยกเลิก
โครงการนั้น หน่วยงานหลักที่ถูกร้องเรียน คือ กรมชลประทาน ไม่สามารถดําเนินการได้ เพราะกรมชลประทานมี
ภารกิจในการพัฒนาแหล่งน้ํา และมีขั้นตอนการดําเนินการ ที่กําหนดไว้ชัดเจน ตั้งแต่สํารวจข้อมูล ศึกษาความ
เหมาะสม ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย และจึงดําเนินการก่อสร้าง ถ้าจะ
ยกเลิก จะต้องมีเหตุผลในการอธิบายกับผู้ที่ต้องการให้สร้างด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่คณะกรรมการสิทธิ
มนุษยชนแห่งชาติ มีมติให้ยกเลิกโครงการจึงเป็นไปไม่ได้ นอกจากนั้น กรมชลประทานได้ทําสัญญาจ้างที่ปรึกษา
ดําเนินการศึกษาความเหมาะสม จึงต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จ
๒) โครงการก่อสร้างและพัฒนาแหล่งน้ําของภาครัฐที่ก่อสร้างเสร็จแล้วส่งผลกระทบ
ต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชน กสม. เห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิชุมชน แต่หน่วยงานที่ดําเนินการเห็นว่า
ชาวบ้านบุกรุกที่สาธารณะ เช่นกรณีของการบุกรุกคลองวังโตนด ซึ่งศาลตัดสินให้มีความผิดฐานบุกรุกและให้รื้อ
ถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป ซึ่งขัดกับมติ ของกสม.ที่ให้หน่วยงานรับรองสิทธิ์ในการจอดเรือ หน่วยงานจึงไม่สามารถ
ทําได้
๓) ค่าชดเชยและค่าทดแทน รัฐบาลโดยมติคณะรัฐมนตรี มีแนวทางให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน
หากศาลตัดสินเช่นไรให้ดําเนินการตามนั้น อย่างไรก็ตาม หากศาลตัดสินให้ชาวบ้านชนะคดี กรมชลประทาน จะ
ทําเรื่องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดในทุกกรณี มีเพียงกรณีเดียวเท่านั้น คือกรณีของอ่างเก็บน้ําตําบลโคคลาน
สํานักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือให้หน่วยงานจ่ายค่าชดเชย โดยที่ยังไม่ได้ฟ้องร้องต่อศาล แต่การดําเนินการในทาง
ปฏิบัติยังไม่มีผล เพราะหน่วยงานยังไม่มีกฎหมายหรือระเบียบรองรับ เรื่องการจ่ายค่าชดเชยให้กับโครงการขนาด
เล็กที่ก่อสร้างแล้ว รวมทั้งการจ่ายค่าเสียโอกาสในกรณีของอ่างเก็บน้ําแม่มอก ก็เช่นเดียวกัน เพราะมีมติ
คณะรัฐมนตรีว่าไว้เช่นนั้น
๔) การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ํา คณะกรรมการลุ่มน้ําซึ่งจะเป็นกลไกหลักใน
การตัดสินข้อขัดแย้งในลุ่มน้ํา รวมทั้งเป็นผู้กําหนดแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําที่เหมาะสม ยังไม่เป็นนิติ
บุคคลตามกฎหมาย เนื่องจาก พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํายังคงค้างอยู่ในสภา ยังไม่ผ่านเป็นกฎหมายและรัฐบาล
ก็ไม่ได้เร่งรัดแต่อย่างใด จึงทําให้ข้อเสนอของ กสม. ในส่วนของกรณี บริษัทกัลฟ์เจเนอเรชั่นละเมิดสิทธิชุมชน
และกรณีร้องเรียนตลิ่งแม่น้ําปราจีนพัง ที่มีมติให้คณะกรรมการลุ่มน้ําเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ จึงไม่เป็นจริง
นอกจากนั้น ในกรณีของโครงการลุ่มน้ําปากพนัง และเขื่อนปากมูล เขื่อนราษีไศล ซึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ
ขึ้นมาแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา ไม่ได้มีอํานาจเบ็ดเสร็จในการแก้ปัญหา และไม่รู้ว่าใครเป็น
เจ้าภาพที่แท้จริงในการแก้ปัญหา ทําให้การแก้ปัญหาไม่ต่อเนื่อง
รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา”

