Page 30 - รายงานประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี 2551 - 2552
P. 30
28
28
รายงานการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒๑-๒๕๕๒
รายงานการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕
ปัญหาสิทธิชุมชนและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม และที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้รับรองสิทธิของชุมชนในการมี
ส่วนร่วมกับภาครัฐในการจัดการ บำารุงรักษา ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เพื่อให้ดำารงชีพได้อย่างปกติ ซึ่งมีความสำาคัญในวิถีการดำาเนินชีวิตของประชาชนในชนบทไทยที่ผ่านมา
รัฐได้เข้าไปบริหารจัดการ และใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงยาวนานต่อวิถีชีวิต
ของชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นมาแต่เดิม เช่น กรณีป่าชุมชน หรือการที่รัฐเข้าไปใช้ที่ดิน หรือออก
เอกสารสิทธิที่ดินแก่เอกชนเพื่อเข้าไปทำาประโยชน์ทับซ้อนบริเวณที่มีราษฎรทำากินมาแต่เดิม เป็นต้น
นอกจากนี้ นโยบายรัฐบาลที่เน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้ส่งผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อม วิถีการดำารงชีวิตและสุขภาพของประชาชนและชุมชนในเขตพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรม
อย่างรุนแรง หรือเป็นที่ตั้งของโครงการรัฐขนาดใหญ่
แม้ว่ารัฐธรรมนูญได้ประกันสิทธิชุมชนและประกันสิทธิในกระบวนการ (procedural rights)
ที่ให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนดำาเนินการในการเคารพสิทธิของประชาชนและชุมชน เช่น การ
ได้รับข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมในการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและ
สุขภาพ เป็นต้น แต่รัฐบาลกลับเพิกเฉยล่าช้า ไม่ออกกฎระเบียบหรือจัดให้มีกลไกเพื่อให้ประชาชน
สามารถใช้สิทธิตามที่รัฐธรรมนูญรับรองได้ ในช่วงปี ๒๕๕๒ เป็นช่วงเวลาที่การใช้สิทธิเรียกร้อง
ของภาคประชาชนในกรณีมาบตาพุดมีความเข้มข้นมากขึ้น โดยมีปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ปัจจัยแรก คือ
ผลคำาพิพากษาของศาลปกครองระยอง ในคดีหมายเลขแดง ที่ ๓๒/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๒
ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศให้ท้องที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด และบริเวณ
ใกล้เคียงเป็นเขตควบคุมมลพิษ ปัจจัยที่สอง คือ การฟ้องคดีมาบตาพุดเป็นคดีที่สองต่อศาล
ปกครองกลางว่า หน่วยงานของรัฐ ๘ แห่ง ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ปัจจัยที่สาม คือ เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๒ ศาล
ปกครองกลางมีคำาสั่งคุ้มครองชั่วคราว ในคดีหมายเลขดำา ที่ ๙๐๘/๒๕๕๒ ให้ระงับโครงการที่กำาลัง
ดำาเนินการในพื้นที่มาบตาพุด จำานวน ๑๖ โครงการ ไว้เป็นการชั่วคราว การใช้สิทธิทางศาลดังกล่าว
นำามาสู่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนในวงกว้าง ทำาให้ประเด็นข้อกฎหมาย
เกี่ยวกับการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในคดีมาบตาพุดได้รับการยกระดับจาก “ระดับพื้นที่เฉพาะ” สู่
“ระดับชาติ” ซึ่งในเรื่องนี้ รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฎิบัติตามมาตรา ๖๗
วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือที่เรียกว่า “คณะกรรมการร่วมสี่ฝ่าย” มีนาย
อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน นอกจากนี้ ผู้นำาของชุมชนที่ต่อสู้กับโครงการขนาดใหญ่ถูกข่มขู่
คุกคาม และบางรายถูกทำาร้ายจนเสียชีวิต และรัฐยังไม่สามารถนำาตัวผู้กระทำาผิดมาลงโทษได้

