Page 391 - ประมวลสรุปความรู้เกี่ยวกับพิธีสารอิสตันบูลและพิธีสารมินนิโซตา
P. 391

การใช้กัมมันตรังสีซึ่งอาจเป็นเรื่องน่ากังวลส�าหรับหญิงมีครรภ์และเด็ก ส่วนการสร้างภาพโดยใช้สนามแม่เหล็ก

                    ความเข้มสูงและคลื่นความถี่ในย่านความถี่วิทยุ (MRI) ใช้สนามแม่เหล็กซึ่งในทางทฤษฎีแล้วมีผลกระทบ
                    ทางชีวภาพต่อทารกในครรภ์และเด็ก แต่ก็เชื่อว่ามีเพียงเล็กน้อย ส�าหรับการอัลตราซาวด์ (USG) นั้นใช้

                    คลื่นเสียงและยังไม่มีการพบภัยทางชีวภาพ

                         เอ็กซเรย์เป็นวิธีที่ใช้ประโยชน์ได้ทั่วไป ควรใช้วิธีนี้ตรวจสอบบริเวณที่บาดเจ็บในเบื้องต้นยกเว้นบริเวณ
                    กะโหลกศีรษะ ในขณะที่วิธีนี้จะแสดงให้เห็นรอยแตกหักของกระดูกใบหน้า ส่วน CT จะช่วยในการตรวจสอบให้

                    เห็นรอยแตกหักของกระดูกได้ละเอียดมากกว่า เห็นการเคลื่อนที่ของชิ้นส่วนต่างๆ รวมทั้งการบาดเจ็บหรือ
                    บาดแผลบนเนื้อเยื่ออ่อนและอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเสียหายบริเวณ

                    เยื่อหุ้มกระดูกหรือรอยแตกหักขนาดเล็กของกระดูกควรใช้วิธี scintigraphy เพื่อตรวจสอบนอกเหนือจาก
                    การเอ็กซเรย์ เนื่องจากผลการตรวจด้วยการเอ็กเรย์อาจเป็นลบ แม้ในกรณีที่มีการแตกหักของกระดูกแบบ

                    เฉียบพลันหรือกระดูกอักเสบระยะแรก ยิ่งกว่านั้น มีความเป็นไปได้ที่รอยแตกของกระดูกจะหายไปโดยไม่เหลือ
                    ร่องรอยหลักฐานทางรังสีวิทยาของความบาดเจ็บที่เคยเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเด็ก ดังนั้น วิธีการเอ็กซเรย์จึง

                    ไม่น่าจะเป็นวิธีที่น�ามาใช้ในการตรวจสอบเนื้อเยื่ออ่อน

                         การสร้างภาพโดยใช้ไอโซโทปกัมมันตรังสี (Scintigraphy) เป็นการตรวจสอบที่มีความไวสูง แต่ไม่เฉพาะ

                    เจาะจงมากนัก เป็นวิธีการตรวจสอบที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูงนักและมีประสิทธิผลซึ่งใช้ในการตรวจสแกนร่างกายใน
                    ส่วนโครงกระดูกทั้งหมด เพื่อหาขั้นตอนการด�าเนินของโรค เช่น กระดูกอักเสบหรือการบาดเจ็บ นอกจากนั้น
                    ยังสามารถใช้วิธีนี้ในการตรวจสอบภาวะลูกอัณฑะบิดเบี้ยวได้เช่นกัน แต่ในกรณีนี้ควรใช้วิธีอัลตราซาวด์ (USG)

                    จะเหมาะสมกว่า ทั้งนี้ scintigraphy ไม่ใช่วิธีส�าหรับการหาการบาดเจ็บบนเนื้อเยื่ออ่อน scintigraphy เป็นวิธี

                    ที่สามารถตรวจพบการแตกหักของกระดูกที่เกิดขึ้นภายในเวลา 24 ชั่วโมง แต่ในกรณีผู้สูงอายุมักจะทิ้งช่วง
                    ห่าง 2 ถึง 3 วัน บางครั้งก็นานราว 1 สัปดาห์หรือมากกว่าหลังจากเกิดเหตุกระดูกแตกหักแล้ว ผลการตรวจพบ
                    ว่ามักจะกลับคืนสู่สภาพปกติหลังจากผ่านพ้นไป 2 ปี อย่างไรก็ดี ผลอาจยังคงแสดงค่าเป็นบวกได้อีกหลายปี

                    ในกรณีกระดูกแตกหักหรือกระดูกอักเสบที่ได้รับการรักษาหายแล้ว การใช้ scintigraphy ในการตรวจกระดูก

                    เพื่อค้นหารอยแตกหักบนกระดูกส่วนเอพิไฟซิส (epiphysis) หรือเมตาไดอะไฟซิส (metadiaphysis)
                    (ตอนปลายของกระดูกยาว) ในเด็กเป็นเรื่องที่ยากเนื่องมาจากการดูดซึมสารเภสัชรังสีที่ส่วนหัวของกระดูกยาว
                    เป็นไปตามปกติ scintigraphy มักช่วยในการตรวจพบรอยแตกหักของกระดูกซึ่งไม่ปรากฏบนฟิล์มเอ็กซเรย์

                    ทั่วไป



                         (a)  การใช้วิธีการสร้างภาพโดยใช้ไอโซโทปกัมมันตรังสี (Scintigraphy) ในการ
                    วินิจฉัยการทรมานด้วยการทุบตีเท้า (falanga)



                         การตรวจสแกนกระดูกสามารถท�าได้โดยการถ่ายภาพหลายๆ ระยะ ที่มีระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
                    หลังจากฉีดสารเภสัชรังสี หรือแบบสามระยะ ได้แก่ การถ่ายภาพบริเวณที่มีอาการหลังจากฉีดสารเภสัชรังสี

                    เข้าหลอดเลือด (ระยะเส้นโลหิตแดง) การถ่ายภาพการจับตัวของเลือด (ระยะเส้นโลหิตด�าซึ่งเป็นการดูเนื้อเยื่อ)
                    และถ่ายภาพแบบระยะท้าย (ระยะการถ่ายภาพกระดูก) ผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจในทันทีหลังจากถูกกระท�า

                    โดยวิธี falanga ควรได้รับการตรวจสแกนกระดูกสองครั้งโดยทิ้งช่วงหนึ่งสัปดาห์ ผลการตรวจครั้งแรกที่เป็นลบ




                                                                                                             145
   386   387   388   389   390   391   392   393   394   395   396