Page 319 - ประมวลสรุปความรู้เกี่ยวกับพิธีสารอิสตันบูลและพิธีสารมินนิโซตา
P. 319
ฉีกขาดจากการโดนตีด้วยไม้และอื่นๆ แต่ผู้ต้องขังเหล่านั้นล้วนปฏิเสธที่จะกล่าวถึงสิ่งที่เกิดกับตนเนื่องจากกลัว
ว่าจะถูกแก้แค้น จึงมีความจ�าเป็นที่จะจัดให้มีการ “ตรวจสุขภาพ” อย่างเต็มรูปแบบในทุกพื้นที่ของเรือนจ�า
ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ ผู้สืบสวนสอบสวนทางการแพทย์ที่เข้าไปเยี่ยมสามารถเดินได้โดยรอบ และสังเกตพยาน
หลักฐานจากการถูกทรมานบนหลังของผู้ต้องขังได้โดยตรง อันท�าให้สามารถรายงานในสิ่งที่เห็นโดยที่ไม่จ�าเป็น
ต้องกล่าวว่ามีผู้ต้องขังร้องเรียนเรื่องการทรมาน วิธีนี้ถือเป็นขั้นแรกในการสร้างความไว้วางใจจากผู้ต้องขัง
เพื่อการเข้าเยี่ยมติดตามผลต่อไปในอนาคต
131. เห็นได้ชัดเจนว่าวิธีการดังที่กล่าวมาแล้วไม่สามารถน�ามาใช้กับรูปแบบการทรมานที่ค่อนข้าง
ซับซ้อนกว่า เช่น การทรมานทางเพศหรือทางจิตวิทยา ในกรณีเหล่านี้ อาจมีความจ�าเป็นที่ผู้สืบสวนสอบสวน
จะหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นเพียงการเข้าไปเยี่ยมเพียงครั้งหนึ่งหรือหลายๆ ครั้ง จนกว่าสถานการณ์จะ
เอื้ออ�านวยให้ความเกรงกลัวของผู้ถูกควบคุมตัวลดน้อยลงและยอมอนุญาตให้ใช้เรื่องราวของตนได้ แพทย์และ
ล่ามจะต้องแจ้งชื่อและอธิบายหน้าที่ของตนในการประเมิน การบันทึกข้อมูลหลักฐานทางการแพทย์เกี่ยวกับ
การทรมานจ�าเป็นที่จะต้องใช้ความรู้เฉพาะด้านจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขที่มีใบอนุญาต ส�าหรับ
ความรู้เรื่องการทรมานและผลสืบเนื่องที่ตามมาทางร่างกายและจิตใจนั้นสามารถหาได้จากสิ่งพิมพ์ หลักสูตร
การฝึกอบรม การประชุมระหว่างผู้ช�านาญการและประสบการณ์ ยิ่งกว่านั้น ความรู้เรื่องวิธีการทรมานและ
การปฏิบัติที่โหดร้ายต่างๆ ที่ใช้ในพื้นที่หรือท้องถิ่นก็มีความส�าคัญ เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจช่วยยืนยัน
การเล่าเรื่องของบุคคลได้ การสัมภาษณ์และตรวจสอบบุคคลเพื่อหาพยานหลักฐานทางร่างกายและจิตใจ
อันบ่งชี้ถึงการทรมานต่อร่างกายและจิตใจรวมทั้งการบันทึกผลการตรวจพบควรเกิดขึ้นภายใต้การควบคุมดูแล
ของแพทย์ผู้มีประสบการณ์
132. ในบางครั้ง บุคคลซึ่งถูกควบคุมตัวอาจให้ความไว้วางใจมากเกินไป ผู้สัมภาษณ์ซึ่งยังไม่สามารถ
รับรองได้ว่าจะไม่มีการแก้แค้นเกิดขึ้น เพราะยังไม่มีการต่อรองและยังไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าหน้าที่ว่าจะ
ให้มีการเข้าเยี่ยมอีกหรือไม่ หรือยังไม่มีการบันทึกรูปพรรณสัณฐานของบุคคลเหล่านั้นเพื่อติดตามผล จึงจ�าเป็น
อย่างยิ่งที่จะต้องมีความระมัดระวังเพื่อให้แน่ใจได้ว่าผู้ต้องขังนั้นจะไม่ท�าให้ตนเองตกอยู่ในความเสี่ยงโดย
ไม่จ�าเป็น เพียงเพราะการไว้วางใจด้วยความซื่อว่าคนภายนอกจะสามารถปกป้องตนได้
133. ตามหลักการแล้ว การเข้าไปเยี่ยมบุคคลที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมตัว ควรใช้ล่ามที่เป็นบุคคล
ภายนอกและไม่ใช่บุคคลที่คัดเลือกมาจากท้องถิ่น ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ล่ามหรือครอบครัวถูกกดดันจาก
เจ้าหน้าที่ที่ต้องการรู้ว่ามีการให้ข้อมูลใดแก่ผู้สืบสวนสอบสวนบ้าง เรื่องนี้อาจจะยิ่งซับซ้อนขึ้นหากผู้ถูกควบคุม
ตัวมาจากหลากหลายเชื้อชาติมากกว่าพัสดีหรือเจ้าที่ผู้ดูแล ค�าถามที่เกิดขึ้น คือ จ�าเป็นหรือไม่ที่ล่ามควรมี
เชื้อชาติเดียวกับผู้ต้องขังเพื่อสร้างความความไว้วางใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ท�าให้เกิดความไม่ไว้วางใจจาก
เจ้าหน้าที่ซึ่งอาจจะพยายามข่มขู่ล่าม นอกจากนี้ ล่ามอาจลังเลที่จะท�างานภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็นปรปักษ์
ซึ่งอาจน�าตนเองไปสู่ความเสี่ยงอันตราย หรือว่าควรใช้ล่ามที่มีเชื้อชาติเดียวกับผู้คุมเพื่อที่จะได้รับความไว้วางใจ
จากผู้คุม แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถสร้างความไว้วางใจให้ผู้ต้องขัง หากล่ามยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกข่มขู่
จากเจ้าหน้าที่อยู่ดี ค�าตอบในเรื่องนี้มีความแน่ชัดอยู่แล้วว่าไม่ใช่ทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้น คือ ล่ามควรจะมา
จากพื้นที่อื่นและมีความเป็นอิสระในการท�างานเช่นเดียวกับผู้สืบสวนสอบสวน
73

