Page 292 - ประมวลสรุปความรู้เกี่ยวกับพิธีสารอิสตันบูลและพิธีสารมินนิโซตา
P. 292

64.  ปฏิญญาลิสบอนของแพทยสมาคมโลกระบุหน้าที่ของแพทย์ในการขอความยินยอมจากผู้ป่วยที่มี

              สภาพจิตปกติ โดยสมัครใจและเป็นความยินยอมที่ได้รับการบอกกล่าว เพื่อการตรวจรักษาหรือท�าหัตถการใดๆ
              ซึ่งหมายความว่าผู้รับบริการสุขภาพมีสิทธิรับทราบถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากการให้ค�ายินยอมและผลที่ตามมาจาก

              การปฏิเสธ ดังนั้น ก่อนที่จะตรวจรักษาผู้ป่วย ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขจะต้องอธิบายถึงวัตถุประสงค์
              ของการตรวจและการรักษาอย่างเปิดเผย ความยินยอมที่เป็นผลจากการข่มขู่หรือการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแก่

              ผู้ป่วยย่อมไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย และถือว่าแพทย์ที่ด�าเนินการโดยอ้างความยินยอมดังกล่าว กระท�า
              การฝ่าฝืนจรรยาบรรณทางการแพทย์ กระบวนการดูแลรักษาที่ท�าให้เกิดผลร้ายแก่ผู้ป่วยมากเท่าใด ย่อมท�าให้

              เกิดหน้าที่ทางศีลธรรมที่แพทย์จะต้องได้รับความยินยอมที่ได้รับการบอกกล่าวที่เหมาะสมมากขึ้นตามไปด้วย
              หมายความว่าเมื่อการตรวจร่างกายและการรักษาท�าเพื่อบ�าบัดรักษาผู้ป่วยที่เป็นประโยชน์แล้ว การให้

              ความยินยอมโดยปริยายในการอนุญาตให้ท�าการรักษาก็เป็นสิ่งที่เพียงพอแล้ว ส�าหรับกรณีที่การตรวจร่างกาย
              มิได้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการบ�าบัดรักษา จึงต้องมีความระมัดระวังอย่างมากว่า ผู้ป่วยรับทราบและยินยอม

              ในการรักษานั้นหรือไม่ อีกทั้งการกระท�าดังกล่าว จะต้องไม่ขัดต่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย ดังที่กล่าวมาแล้วว่า
              การตรวจร่างกายบุคคลเพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นสามารถทนต่อการถูกลงโทษ การทรมานหรือความกดดันต่อร่าง

              กายใดๆ ระหว่างการสอบสวน เป็นสิ่งที่ผิดจรรยาบรรณและขัดต่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ การประเมิน
              สุขภาพของผู้ต้องขังที่ต้องตามจรรยาบรรณมีเพียงประการเดียว คือ การประเมินเพื่อบ�าบัดรักษาและท�าให้

              ผู้ป่วยมีสุขภาพดีที่สุด จึงไม่ใช่การประเมินเพื่อเอื้ออ�านวยให้มีการลงโทษ การตรวจร่างกายเพื่อหาพยาน
              หลักฐานในการสอบสวน จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยที่มีความเข้าใจในปัจจัยต่างๆ เช่น ข้อมูลสุขภาพ

              ที่ได้จากการตรวจวินิจฉัย จะน�าไปใช้และเก็บรักษาอย่างไรบ้าง และใครมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวบ้าง ถ้าไม่มี
              การอธิบายประเด็นเหล่านี้และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของผู้ป่วยให้ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว ให้ถือว่า

              การยินยอมให้ตรวจนั้นไม่มีผลและบันทึกข้อมูลหลักฐานที่ได้มาไม่สามารถน�าไปใช้ได้


                    3. การรักษาความลับ



                    65.  หลักจริยธรรมและจรรยาบรรณทั้งหลายที่ปรากฏในค�าปฏิญาณของฮิปโปเครติสในยุคก่อนจนถึง
              ปัจจุบันนั้น การรักษาความลับถือเป็นหลักจริยธรรมพื้นฐานที่ส�าคัญ ซึ่งมีปรากฏอย่างชัดเจนในปฏิญญาต่างๆ

              ของแพทยสมาคมโลกอย่างเช่นปฏิญญาลิสบอน ในบางประเทศ หน้าที่ในการรักษาความลับทางวิชาชีพได้รับ
              การมองเห็นว่ามีความส�าคัญ จนต้องบัญญัติในกฎหมายของประเทศนั้นๆ หน้าที่ในการรักษาความลับไม่ถือเป็น

              ข้อก�าหนดเด็ดขาด กล่าวคือ มีข้อยกเว้นในบางกรณี หากว่าการรักษาความลับดังกล่าวจะท�าให้เกิดอันตราย
              อย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรืออาจกระทบหลักความยุติธรรม อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว หน้าที่ในการรักษา

              ความลับเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลที่ใช้ระบุตัวบุคคลได้ อาจไม่ต้องปฏิบัติตาม หากได้รับความยินยอม
                                                64
              จากผู้ป่วยที่ได้รับทราบข้อมูลแล้วเท่านั้น  ส่วนข้อมูลผู้ป่วยที่ไม่ระบุตัวบุคคล สามารถน�าไปใช้ได้อย่างอิสระ
              เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และควรน�าไปใช้ในกรณีที่การเปิดเผยตัวตนของผู้ป่วยมิใช่สิ่งจ�าเป็น ซึ่งอาจเป็นกรณี






              64
                 ยกเว้นข้อบังคับด้านสาธารณสุขทั่วไป อย่างเช่น การรายงานชื่อบุคคลที่เป็นโรคติดต่อ ติดยาเสพติด มีอาการทางจิต เป็นต้น



              46  พิธีสารอิสตันบูล
   287   288   289   290   291   292   293   294   295   296   297