Page 54 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2563)
P. 54
7.
ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2563) 53
7. การพัฒนามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติที่เหมาะสมของประเทศไทย
ตามแนวคิดคติพุทธ
ในปัจจุบันแม้ว่�จะยังไม่มีกฎหม�ยกำ�หนดให้ศ�สน�พุทธเป็นศ�สน�ประจำ�ช�ติของประเทศไทย แต่
ก็ต้องยอมรับว่�ในท�งพฤตินัยแล้วศ�สน�พุทธถือเป็นศ�สน�ที่ประช�ชนช�วไทยส่วนใหญ่นับถือกันม�ตั้งแต่
สมัยอ�ณ�จักรสุโขทัยม�จนถึงปัจจุบัน (สอดคล้องกับที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งร�ชอ�ณ�จักรไทย พ.ศ. 2560
ม�ตร� 67) โดยจ�กก�รสำ�รวจของสำ�นักง�นสถิติแห่งช�ติเมื่อปี พ.ศ. 2561 ก็พบว่�ประช�กรของประเทศไทย
ร้อยละ 93.5 เป็นผู้ที่นับถือศ�สน�พุทธ ดังนั้น ศ�สน�พุทธจึงถือเป็นศ�สน�สำ�คัญที่มีอิทธิพลกับสังคมไทย
ในหล�ยมิติ โดยเฉพ�ะอิทธิพลต่อบริบทและกระบวนทัศน์ท�งสังคมในด้�นต่�ง ๆ ได้แก่ วัฒนธรรม ก�รเมือง
ก�รปกครอง เศรษฐกิจ รวมถึงด้�นกฎหม�ย นอกจ�กนี้ องค์กรท�งพุทธศ�สน�ยังเป็นที่พึ่งท�งใจของคน
ในสังคม และแทรกซึมอยู่ในจิตใจของผู้คนจนกล�ยเป็นวิถีชีวิต จนส่งผลให้สังคมไทยแต่ดั้งเดิมมีบริบทพื้นฐ�น
ท�งสังคมที่มีคว�มเมตต�ปร�ณี เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ รู้จักให้อภัย มีคว�มส�มัคคี และถือคว�มสันโดษ
โดยเมื่อพิจ�รณ�ถึงพัฒน�ก�รของม�ตรก�รท�งกฎหม�ยที่เกี่ยวกับก�รเลือกปฏิบัติของประเทศไทย
ก็พบว่� แม้จะเป็นก�รรับอิทธิพลม�จ�กหลักสิทธิมนุษยชนส�กลที่มีที่ม�จ�กแนวคิดของสังคมตะวันตกก็ต�ม
แต่เนื่องจ�กพื้นฐ�นของหลักสิทธิมนุษยชนส�กล คือ ก�รคุ้มครอง สิทธิ เสรีภ�พ และศักดิ์ศรีของคว�มเป็นมนุษย์
ที่ถือว่�มนุษย์ทุกคนเกิดม�เท่�เทียมกัน ซึ่งก็ตรงกับในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิก�ย ป�ฏิกวรรค อัคคัญญสูตร
ต�มคติพุทธ ดังนั้น จึงส�ม�รถนำ�ม�ปรับให้เข้�กับบริบทและกระบวนทัศน์ท�งสังคมไทยได้ง่�ยและรวดเร็ว
จนส�ม�รถนำ�ม�พัฒน�เป็นม�ตรก�รท�งกฎหม�ยสำ�หรับก�รจัดก�รก�รเลือกปฏิบัติในหล�ย ๆ บทบัญญัติ
ต�มที่ได้ยกม�ศึกษ�ข้�งต้นแล้วนั่นเอง
แม้ว่�หลักก�รพื้นฐ�นจะมีคว�มคล้�ยคลึงกันแต่กรอบแนวคิดในส่วนปลีกย่อยอื่นระหว่�งสังคมตะวันตก
และสังคมแนวคติพุทธแบบไทยก็ถือว่�ยังแตกต่�งกันอยู่พอสมควร โดยเฉพ�ะกรอบแนวคิดเรื่อง “ธรรมช�ติ
ของมนุษย์” ซึ่งในท�งคติพุทธถือว่� มนุษย์ทุกคนจะอยู่ภ�ยใต้กฎนิย�ม 5 คือ อุตุนิย�ม พีชนิย�ม กรรมนิย�ม
จิตนิย�ม และธรรมนิย�ม แต่จะเน้นหนักไปที่กรรมนิย�ม จิตนิย�ม และธรรมนิย�ม ส่วนอุตุนิย�มกับพีชนิย�ม
จะให้คว�มสำ�คัญเพียงเล็กน้อยเท่�นั้น เนื่องจ�กไม่ใช่หนท�งแห่งก�รดับทุกข์ที่ส�ม�รถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวล�
และเป็นคว�มรู้ที่ก่อให้เกิด “ตัณห�” ม�กยิ่งขึ้น (แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอุตุนิย�มและพีชนิย�ม เนื่องจ�กกฎทั้ง 5
ล้วนสัมพันธ์กันอย่�งแยกไม่ได้ สิ่งต่�ง ๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตมนุษย์ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับนิย�ม 5 ทั้งสิ้น)
แต่แนวคิดแบบท�งตะวันตกนั้นเน้นก�รศึกษ�ในเชิง “วัตถุนิยม” คือ เน้นแนวคิดเชิงวิทย�ศ�สตร์ที่ทุกอย่�ง
จะต้องส�ม�รถจับต้องมองเห็นได้อย่�งชัดเจน (ซึ่งวิช�วิทย�ศ�สตร์นี้ก็เปรียบได้กับกฎอุตุนิย�มและกฎพีชนิย�ม
ในคติพุทธ) จึงไม่ให้คว�มสนใจเรื่องของกรรมนิย�ม จิตนิย�มและธรรมนิย�มม�กนัก จึงจะมีแนวคิดเกี่ยวกับ
ก�รคุ้มครองก�รเลือกปฏิบัติที่มีคว�มหล�กหล�ยและซับซ้อนม�กกว่�แนวคติพุทธเช่นก�รถกเถียงเกี่ยวกับ
ก�รสร้�งคว�มเป็นธรรมแบบ equity กับแบบ equality หรือก�รสร้�งคว�มสมดุลท�งสังคมระหว่�ง
Causal view กับ Constitutive view หรือก�รกำ�หนดข้อยกเว้นให้ไม่ถือเป็นก�รเลือกปฏิบัติ เกี่ยวกับ
ก�รประกอบอ�ชีพห�กมีเหตุผลเกี่ยวกับ “คว�มจำ�เป็นต�มลักษณะเฉพ�ะของง�น” (Genuine Occupational
41
Requirement) เป็นต้น ในขณะที่ต�มคติพุทธนั้นจะต้องอยู่ภ�ยใต้กฎนิย�ม 5 ซึ่งถือเป็น “ปรมัตถสัจจะ”
อย่�งแท้จริง โดยเฉพ�ะเรื่องหลักที่ถือว่�มนุษย์ทุกคนเกิดม�มีคว�มเท่�เทียมกัน แม้ว่�อ�จจะแตกต่�งกันบ้�ง
ในเรื่องช�ติกำ�เนิด เพศ สีผิว ลักษณะคว�มสมบูรณ์ของร่�งก�ย แต่นั่นถือเป็นไปต�มกรรมของแต่ละคนที่
42
ถูกจัดสรรม�อย่�งเหม�ะสมและเป็นธรรมแล้ว ดังนั้น จึงไม่ควรมีก�รเลือกปฏิบัติใด ๆ และแม้จะมีคว�มจำ�เป็น
ต้องบัญญัติกฎกติก�หรือกฎหม�ยใดที่เกี่ยวข้อง ก็ถือเป็นเพียง “สมมุติบัญญัติ” ที่จะต้องมีวัตถุประสงค์หลัก
ที่สอดคล้องกับกฎนิย�ม 5 ในฐ�นะ “ปรมัตถสัจจะ” เสมอ เช่น กรณีก�รกำ�หนดข้อวินัยที่ห้�มมิให้กระเทย
41 EU Framework Directive 2000/78 Article 4 (1).
42 ต�มคติพุทธนั้นเรื่องของกฎแห่งกรรมถือเป็น “อจินไตย” คือเป็นเรื่องที่ไม่ควรนำ�ม�คิด เพร�ะไม่ส�ม�รถทำ�คว�มเข้�ใจได้ด้วยตรรกะส�มัญของ
ปุถุชน เป็นเรื่องที่จะรู้ได้ด้วยก�รบรรลุธรรมชั้นสูงเท่�นั้น.

