Page 51 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2563)
P. 51

50         วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน

                    แต่ข้อเท็จจริงที่ปร�กฏในบ�งกรณี ห�กพิจ�รณ�โดยทั่วไปจะไม่พบว่�มีลักษณะของก�รเลือกปฏิบัติ
            โดยตรง  เนื่องจ�กเป็นบทบัญญัติของกฎหม�ยที่มีลักษณะเป็นกล�ง  (Neutral  legal  requirement)  แต่มี
            ปัญห�ว่�มีผลกระทบต่อก�รใช้สิทธิพื้นฐ�นในท�งอ้อมหรือไม่ ยกตัวอย่�งเช่น ก�รกำ�หนดให้ก�รสมัครเข้�เรียน
            ในโรงเรียนต้องใช้ใบสูติบัตร ถือเป็นก�รเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยหรือผู้ไม่มีสัญช�ติที่มีปัญห�กับก�ร
            ขอออกสูติบัตร จึงทำ�ให้บุคคลเหล่�นี้ไม่มีสิทธิได้รับก�รศึกษ�ไปโดยปริย�ย หรือ กรณีที่ลูกจ้�งถูกเลิกจ้�ง
            เพร�ะไม่ปฏิบัติต�มกฎเกณฑ์ด้�นคว�มปลอดภัยเนื่องจ�กไม่ยอมสวมหมวกนิรภัยขณะปฏิบัติง�น เนื่องจ�ก
            ตนเป็นผู้นับถือศ�สน�ซิกข์ที่ต้องโพกผ้�คลุมศีรษะจึงไม่ส�ม�รถสวมหมวกนิรภัยได้ กฎเกณฑ์
            ด้�นคว�มปลอดภัยดังกล่�วนี้จึงถือเป็นก�รเลือกปฏิบัติท�งอ้อม หรือที่เรียกว่� ก�รเลือกปฏิบัติโดยพฤตินัย
            ดังนั้น เมื่อใดที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับบทบัญญัติกฎหม�ยหรือกฎเกณฑ์ในลักษณะนี้จึงมักจะต้องใช้
            “ก�รตีคว�ม” เข้�ม�ช่วยไปต�มแต่ละกรณีว่�เป็นก�รเลือกปฏิบัติหรือไม่
                    กล่�วโดยสรุปก็คือ ในปัจจุบันประเทศไทยได้ให้คว�มสำ�คัญกับก�รขจัดปัญห�ก�รเลือกปฏิบัติ
            เพื่อสร้�งคว�มเท่�เทียมกันในสังคมเป็นอย่�งดีโดยจะเห็นได้จ�กก�รเข้�ร่วมเป็นภ�คีในกติก�ส�กล
            ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงก�รนำ�เอ�กติก�ส�กลเหล่�นั้นม�บัญญัติเป็นกฎหม�ยเพื่อให้มีผลบังคับอย่�งชัดเจน
            แต่ทั้งนี้ก็ยังคงมีหล�ยกรณีที่ยังมีข้อสงสัยว่�มีก�รเลือกปฏิบัติอยู่หรือไม่  ซึ่งก็เนื่องม�จ�กส�เหตุที่สำ�คัญ ได้แก่

                    1)  บริบทท�งกฎหม�ยของประเทศไทยยังไม่มีก�รแบ่งแยกลักษณะของก�รเลือกปฏิบัติออกเป็น
            “ก�รเลือกปฏิบัติโดยตรง” กับ “ก�รเลือกปฏิบัติโดยอ้อม” อย่�งชัดเจน จึงมีหล�ยกรณีที่บทบัญญัติของ
            กฎหม�ยมิได้บัญญัติไว้โดยตรงก็มักจะเกิดเป็นปัญห�ข้อกฎหม�ยว่�กรณีดังกล่�วนั้นเป็นก�รเลือกปฏิบัติหรือไม่
                    2)   ข้อสงสัยเกี่ยวกับ “เจตน�รมณ์” ของบทบัญญัติของกฎหม�ยว่�ได้ให้คว�มเป็นธรรมอย่�ง
             เท่�เทียมกันอย่�งแท้จริงหรือไม่
                    ซึ่งสภ�พปัญห�ดังกล่�วล้วนมีพื้นฐ�นม�จ�กบริบทและกระบวนทัศน์ท�งสังคมในปัจจุบันที่เกิดจ�ก

            ก�รสั่งสมค่�นิยมท�งวัฒนธรรมจนพัฒน�กล�ยเป็น “ส�มัญทัศน์” หรือ “คตินิยมเหม�รวม” (Stereotype)
            ของสังคม ที่ส่งผลต่อก�รบัญญัติกฎหม�ยในท้�ยที่สุด จ�กที่ศึกษ�ม�ว่� คตินิยมเหม�รวมนั้นมักจะเกิด
            จ�กค่�นิยมในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่พัฒน�จนกล�ยเป็นบริบทและกระบวนทัศน์ท�งสังคมในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งห�ก
            คตินิยมเหม�รวมใดมีคว�มสอดคล้องกับหลักคว�มเสมอภ�คแบบส�กลแล้ว กฎหม�ยที่บัญญัติต�มม�ก็ย่อม
            สอดคล้องกับหลักส�กลไปด้วย  แต่ห�กคตินิยมเหม�รวมมีคว�มแตกต่�งไปจ�กหลักคว�มเสมอภ�คส�กล
            กฎหม�ยที่บัญญัติต�มม�ก็อ�จจะเกิดเป็นปัญห�ในก�รบังคับใช้ได้
                    โดยในปัจจุบันคตินิยมเหม�รวมของสังคมไทยในหล�ยเรื่องได้มีก�รพัฒน�และถูกปรับปรุงจนกล�ย
            เป็นบริบท และกระบวนทัศน์ ท�งสังคม อันเป็นที่ม�ของม�ตรก�รท�งกฎหม�ยหล�ยบทบัญญัติที่ค่อนข้�งมี
            คว�มสอดคล้องและดำ�เนินไปในทิศท�งเดียวกับแนวคิดในเชิงส�กลม�กขึ้น เช่น เรื่องของสิทธิระหว่�ง
            ผู้ช�ยและผู้หญิงหรือกับผู้มีเพศสภ�พอื่นที่สังคมยอมรับถึงคว�มเท่�เทียมกันม�กขึ้นกว่�ยุคสมัยก่อนม�ก
            จนกระทั่งมีก�รบัญญัติพระร�ชบัญญัติคว�มเท่�เทียมระหว่�งเพศ พ.ศ. 2558 ขึ้น หรือในเรื่องของสิทธิ
            ของคนพิก�รที่มีก�รยอมรับคว�มส�ม�รถและให้โอก�สในด้�นต่�ง ๆ แก่คนพิก�ร เช่น ก�รให้สิทธิคนพิก�ร
            เข้�สู่ก�รประกอบอ�ชีพต่�ง ๆ ได้ทัดเทียมคนปกติ หรือก�รบัญญัติพระร�ชบัญญัติส่งเสริมและพัฒน�คุณภ�พ
            ชีวิตคนพิก�ร พ.ศ. 2550 ขึ้น จนพบว่�ปัญห�เกี่ยวกับก�รถกเถียงเรื่องของสิทธิสตรี หรือสิทธิ
            ของคนพิก�ร เริ่มลดน้อยลงเป็นลำ�ดับ เนื่องจ�กคตินิยมเหม�รวมและบทบัญญัติของกฎหม�ยในเรื่องนี้
            มีพัฒน�ก�รที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่�ยังคงมีคตินิยมเหม�รวมในบ�งเรื่องของสังคมไทยที่อ�จจะ
            ยังมีคว�มแตกต่�งไปจ�กหลักส�กลอยู่ โดยเฉพ�ะเรื่องที่มีคว�มเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม คว�มเชื่อ และศ�สน�
            เช่น กรณีที่เกี่ยวข้องกับเพศสภ�พของบุคคล  ซึ่งในปัจจุบันแม้จะพบว่� มีบริบทและกระบวนทัศน์ที่ยอมรับ
            คว�มหล�กหล�ยท�งเพศสภ�พต�มแนวคิดส�กลม�กขึ้นในบ�งมิติ อ�ทิ
   46   47   48   49   50   51   52   53   54   55   56