Page 55 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2563)
P. 55
54 วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน
บวชเป็นพระภิกษุ มิใช่เป็นก�รเลือกปฏิบัติแต่ต้องก�รแยกผู้เป็นกระเทยออกจ�กกลุ่มสงฆ์เพร�ะอ�จจะมีปัญห�
เกิดขึ้นห�กต้องม�อยู่ร่วมกันซึ่งก�รบวชเป็นพระสงฆ์นั้นมิใช่วัตถุประสงค์หลักในท�งพุทธศ�สน� แต่วัตถุประสงค์
หลักก็คือก�รปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพ�น ดังนั้นจึงมิได้มีข้อวินัยใดที่ห้�มมิให้กระเทยปฏิบัติธรรม
หรือห้�มบรรลุมรรคผลนิพพ�นแต่อย่�งใดจึงจะเห็นได้ว่�หลักคว�มเสมอภ�คและก�รไม่เลือกปฏิบัติ
ต�มแนวคติพุทธถือว่�มีคว�มเรียบง่�ย ชัดเจน ตรงไปตรงม� ไม่ซับซ้อน
ดังนั้น แนวคิดคติพุทธจึงมีคว�มเหม�ะสมที่จะเป็นหนึ่งในหลักที่นำ�ม�ใช้ในก�รพัฒน�ม�ตรก�ร
ท�งกฎหม�ยที่เกี่ยวข้องกับก�รเลือกปฏิบัติในประเทศไทยให้สอดคล้องกับบริบทและกระบวนทัศน์ท�งสังคม
ไทย แต่อ�จจะต้องมีก�รผสมผส�นกับแนวคิดท�งส�กลในบ�งเรื่อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภ�พสูงสุด ซึ่งมี
ร�ยละเอียดดังนี้
(1) การแสวงหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาการเลือกปฏิบัติที่ตรงประเด็น
กล่�วคือ ต�มแนวคิดคติพุทธต�มหลัก “ปฏิจจสมุปบ�ท” นั้นถือว่�ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเกิดขึ้นจ�ก
หล�ยสิ่งที่อิงอ�ศัยกันและไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นม�ได้เองโดยไร้ส�เหตุ ซึ่งปัญห�ก�รเลือกปฏิบัติเองก็ย่อมต้อง
มีส�เหตุเช่นเดียวกัน โดยส�เหตุส่วนใหญ่ก็มักจะม�จ�ก “อวิชช�” ที่ในท�งคติพุทธ หม�ยถึง คว�มไม่รู้
ในอริยสัจ หรือห�กจะเปรียบเทียบกับในท�งโลก ก็คือ คว�มไม่รู้ถึง “หลักสำ�คัญ” (Core meaning) ของ
สิ่งต่�ง ๆ นั่นเอง ซึ่งส่วนม�กก็มักจะมีร�กฐ�นม�จ�กบริบทและกระบวนทัศน์ท�งสังคมดั้งเดิม ที่มีลักษณะเป็น
“อคติเหม�รวม” (Stereotype) ในเรื่องนั้น ๆ ยกตัวอย่�งเช่น คว�มรังเกียจผู้ที่มีเพศสภ�พไม่ตรงต�ม
เพศกำ�เนิด โดยมีคว�มเชื่อว่�เป็นเรื่องที่ผิดธรรมช�ติหรือเป็นอ�ก�รป่วยท�งจิตชนิดหนึ่ง และแสดงออก
ต่อบุคคลกลุ่มนี้ด้วยก�รเลือกปฏิบัติทั้งในท�งพฤตินัยและในท�งนิตินัย ทั้งที่ห�กพิจ�รณ�ต�มคติพุทธ
ก็จะพบว่� ก�รที่มนุษย์จะเกิดม�มีลักษณะเป็นเช่นไรนั้นล้วนอยู่ภ�ยใต้กฎนิย�ม 5 โดยมีกฎกรรมนิย�ม
(กฎแห่งกรรม) เป็นกฎที่กำ�หนดรูปร่�ง หน้�ต� เพศสภ�พ และสภ�วะจิต และถ่�ยทอดออกม�ผ่�นท�ง
กฎพีชนิย�ม (ก�รปฏิสนธิท�งร่�งก�ย) และจิตนิย�ม (ก�รปฏิสนธิจิต) จนปร�กฏขึ้นม�เป็นมนุษย์ ซึ่งมนุษย์
แต่ละคนนั้นต่�งก็ไม่มีสิ่งใดที่เหมือนกัน เพร�ะต่�งคนต่�งก็เป็นเพียงผลิตผลของธรรมช�ติที่มีลักษณะ
เป็นปัจเจก ดังนั้น จึงไม่มีใครที่จะมีสิทธิหรือมีหน้�ที่ที่เหนือไปกว่�กัน หรือไม่มีใครที่จะต้องถูกเลือกปฏิบัติ
เพร�ะสิ่งที่เข�มิได้เป็นผู้กำ�หนด ซึ่งสิ่งนี้ คือ หลักสำ�คัญ (Core meaning) ของคว�มเป็นมนุษย์ต�มคติพุทธ
นั่นเอง ซึ่งก็สอดคล้องกับที่เมื่อปี ค.ศ. 1990 องค์ก�รอน�มัยโลกหรือ WHO ได้ถอดก�รรักเพศเดียวกัน
ออกจ�กคู่มือวินิจฉัยและจัดประเภทของโรคระหว่�งประเทศ ฉบับที่ 10 (International Classification of
Diseases: ICD-10) และในปัจจุบัน คือ ฉบับที่ 11 (International Classification of Diseases:
ICD-11) ก็มีก�รแก้ไขว่� ก�รมีเพศสภ�พไม่สอดคล้องกับเพศกำ�เนิดไม่ถือว่�เป็นอ�ก�รป่วยท�งจิต
โดยย้�ยจ�กหมวด “คว�มผิดปกติท�งจิตและพฤติกรรม” ไปอยู่ในหมวด “กรณีที่เกี่ยวข้องกับสุขภ�พ
ท�งเพศ” เรียกว่� “คว�มไม่สอดคล้องท�งเพศ” (Gender Incongruence) แทน เพร�ะมีหลักฐ�นพิสูจน์
ชัดเจนว่�ไม่ใช่อ�ก�รท�งจิตเวช ดังนั้น ก�รเลือกปฏิบัติต่อกันเพียงเพร�ะมีเพศสภ�พที่ต่�งกันจึงเป็นก�รกระทำ�
ที่ขัดต่อหลักเหตุผล
(2) การปรับบริบทและกระบวนทัศน์ทางสังคมให้เกิดความสมดุลระหว่างหลักสำาคัญ
(Core meaning) แนวคิดสากลและสภาพสังคมท้องถิ่น
ปัญห�ก�รถกเถียงในข้อกฎหม�ยที่เกี่ยวกับก�รเลือกปฏิบัติที่สำ�คัญอีกประก�รหนึ่ง คือ ปัญห�
เกี่ยวกับคว�มสมดุลระหว่�งหลักสำ�คัญ (Core meaning) แนวคิดส�กล และสภ�พสังคมท้องถิ่นที่มี
คว�มแตกต่�งกันจนมักจะเกิดเป็นคว�มลักลั่นของก�รใช้กฎหม�ยกับสภ�พคว�มเป็นจริงอยู่บ่อยครั้ง
ยกตัวอย่�งเช่น กรณีก�รจำ�กัดสิทธิก�รเข้�สู่อ�ชีพด้วยก�รอ้�งเหตุคว�มแตกต่�งของบุคคล ซึ่งต�ม
หลักส�กลแล้วน�ยจ้�งหรือหน่วยง�นส�ม�รถที่จะอ้�งหลัก “ความจำาเป็นตามลักษณะเฉพาะของงาน”
(Genuine Occupational Requirement) เพื่อกำ�หนดคุณสมบัติเฉพ�ะของบุคคลผู้ที่จะรับเข้�ทำ�ง�นได้

