Page 56 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2563)
P. 56
ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2563) 55
แต่ในบ�งกรณีถ้�เป็นก�รกำ�หนดคุณสมบัติที่กว้�งม�กจนเกินไป หรือกำ�หนดให้ผู้รับสมัครส�ม�รถใช้ดุลยพินิจ
แบบไม่มีกรอบหลักเกณฑ์ และไม่มีเหตุผลที่เหม�ะสมชัดเจนก็จะกล�ยเป็นปัญห�ข้อโต้แย้งต่�ง ๆ ต�มม�
ว่�เป็นก�รเลือกปฏิบัติต่อบุคคลผู้ไม่มีคุณสมบัติต�มหลักเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งในท�งคติพุทธ มีหลักที่เกี่ยวกับ
ก�รสร้�งคว�มสมดุลที่ชัดเจนที่สุดก็คือหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือ “ทางสายกลาง” ซึ่งหม�ยถึง
คว�มสมดุล เหม�ะสม พอดี ที่เป็นก�รประส�นสอดคล้องกันระหว่�งสิ่งต่�ง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น
ก�รที่จะนำ�เอ�แนวคิดเกี่ยวกับก�รเลือกปฏิบัติที่เป็นส�กลต่�ง ๆ ม�ใช้เพื่อพัฒน�บริบทและกระบวนทัศน์
ท�งสังคมให้เกิดคว�มสมดุล จึงจะต้องไม่มุ่งเน้นกับหลักก�รนั้น ๆ ม�กจนเกินไป แต่ต้องให้คว�มสำ�คัญ
กับร�กฐ�นที่แท้จริงของปัญห�เพื่อขจัดอวิชช�ต่�ง ๆ และต้องส�ม�รถนำ�ม�ใช้แก้ปัญห�ได้จริงในท�งปฏิบัติ
ด้วย ยกตัวอย่�งเช่น กรณีก�รจำ�กัดสิทธิก�รเข้�สู่อ�ชีพที่กล่�วม�ข้�งต้นจะต้องมีก�รพิจ�รณ�ปัญห�นี้
ใน 3 มิติ ประกอบกัน อันได้แก่
1) หลักสำ�คัญ (Core meaning) ของกรณีนี้ คือ อ�ชีพนี้มีหน้�ที่หลักคืออะไร และมีวิธีปฏิบัติง�น
เป็นอย่�งไร
2) หลักคว�มจำ�เป็นต�มลักษณะเฉพ�ะของง�น (Genuine Occupational Requirement)
ของกรณีนี้กล่�วคือคว�มแตกต่�งของแต่ละปัจเจกบุคคลจะมีผลต่อก�รปฏิบัติหน้�ที่ที่แตกต่�งกันหรือไม่
อย่�งไร
3) คว�มสอดคล้องกับสภ�พสังคมท้องถิ่นอย่�งเหม�ะสม
กล่�วคือ จะต้องดำ�เนินก�รให้มีคว�มสอดคล้องกับ “หลักคว�มสัมพันธ์เชิงศีลธรรม (Relational ethics)
ที่มีหลักว่� บริบทและกระบวนทัศน์ท�งสังคมในเรื่องต่�ง ๆ นั้น จะต้องมีคว�มสมดุลกันระหว่�ง Causal view
คือ สิทธิในมุมมองปัจเจกชน (ก�รคุ้มครองสิทธิของปัจเจกชน) และ Constitutive view คือ สิทธิในมุมมอง
ของสังคม (ก�รคำ�นึงถึงสิทธิของสังคมโดยรวม) เช่น ในกรณีนี้คือ หน้�ที่ก�รง�นที่รับสมัครดังกล่�วนั้น
ถ้�ห�กเปิดรับสมัครบุคคลทั่วไปโดยไม่มีก�รกำ�หนดคุณสมบัติเฉพ�ะไว้แล้ว จะส่งผลกระทบหรือคว�มเสียห�ย
กับบุคคลอื่นในสังคมที่ม�ใช้บริก�รหน่วยง�นนั้นอย่�งมีนัยสำ�คัญ โดยเฉพ�ะส่งผลให้ผู้ใช้บริก�รส่วนใหญ่
ในสังคมถูกละเมิดสิทธิพื้นฐ�นหรือไม่ได้รับบริก�รที่มีคุณภ�พต�มม�ตรฐ�นอย่�งเหม�ะสมหรือไม่
นอกจ�กนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ควรต้องถูกนำ�ม�พิจ�รณ�ประกอบด้วยเสมอคือ พุทธวจนะ ที่ว่� “อตฺต�นำ
อุปมำ กเร” หรือ “ก�รเอ�ใจเข�ม�ใส่ใจเร�” เนื่องจ�กโดยส่วนใหญ่แล้วในก�รพิจ�รณ�เพื่อกำ�หนดหลักก�ร
ท�งสังคมที่จะมีผลให้มีก�รเลือกปฏิบัติในสิ่งใดก็ต�ม ห�กได้นำ�เอ�เรื่องของ “คว�มรู้สึก” ของผู้ที่จะได้
รับผลกระทบม�ประกอบก�รพิจ�รณ�ด้วย แม้กลุ่มผู้ที่จะได้รับผลกระทบนั้นจะเป็นเพียงคนส่วนน้อย แต่ห�ก
เข�จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงม�กกว่�ผลกระทบที่คนส่วนใหญ่ในสังคมจะได้รับแล้ว มิติมุมมองต่�ง ๆ ในก�ร
พิจ�รณ�ก็อ�จเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นได้
กล่�วโดยสรุปคือแนวท�งก�รพัฒน�ม�ตรก�รท�งกฎหม�ยเกี่ยวกับก�รเลือกปฏิบัติที่เหม�ะสม
สำ�หรับประเทศไทยต�มแนวคติพุทธ คือ ต้องเริ่มต้นจ�กกก�รใช้หลัก “ปฏิจจสมุปบ�ท” เพื่อแสวงห�หลัก
สำ�คัญ (Core meaning) ของก�รคุ้มครองสิทธิในแต่ละเรื่องที่ต้องก�รให้พบ แล้วจึงค่อยใช้หลัก “มัชฌิม�
ปฏิปท�” ม�ทำ�ก�รปรับใช้หลักก�ร แนวคิด ทฤษฎี ต่�ง ๆ เพื่อสร้�งบริบทและกระบวนทัศน์ท�งสังคมที่เกิด
คว�มสมดุล เพื่อเป็นแนวท�งในก�รพัฒน�เป็นม�ตรก�รท�งกฎหม�ยต่อไปนั่นเอง

