Page 45 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2563)
P. 45
44 วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน
1. ระดับปรมัตถ์สัจจะ เป็นคว�มเสมอภ�คต�มธรรมช�ติหรือต�มกฎนิย�ม 5 คือ ก�รไม่ยึดมั่น
26
ถือมั่นในตัวตนต�มหลัก“อนัตต�” ต�มกฎธรรมนิย�ม (general laws) หรือกฎไตรลักษณ์ ด้วยก�รทำ�ล�ย
“อัตต�” คือ คว�มมีตัวตนที่เป็นต้นเหตุของคว�มอย�กมี อย�กได้ และคว�มเห็นแก่ตัว อันนำ�ไปสู่ก�รแบ่งแยก
ชนชั้นและวรรณะลงเสียให้หมดสิ้น
27
2. ระดับสมมุติสัจจะ เป็นคว�มเสมอภ�คที่เป็นไปต�มสิ่งที่มนุษย์สมมุติขึ้นม� เช่น ก�รกำ�หนด
กฎกติก�หรือกฎหม�ย เพื่อสร้�งคว�มเสมอภ�คต�มที่ตนต้องก�ร แต่ก็จะต้องสอดคล้องไปกับกฎนิย�ม 5 ด้วย
กล่�วคือ แม้ว่�มนุษย์จะมีคว�มแตกต่�งกันโดยเหตุของกฎแห่งกรรมที่ส่งผลให้มนุษยแต่ละคนเกิดม�แตกต่�งกัน
ในด้�นต่�ง ๆ ได้แก่ ชนชั้น สถ�นะ วรรณะ รูปร่�งหน้�ต� เพศสภ�พก็ต�มแต่สิ่งเหล่�นั้นเป็นเพียงสิ่งสมมุติขึ้น
ต�มจินตน�ก�ร คว�มเข้�ใจหรือคว�มต้องก�รของมนุษย์ และมนุษย์ก็เข้�ไปยึดมั่นถือมั่นจนเกิดเป็น “อัตต�”
เท่�นั้น มนุษย์จึงไม่ควรยึดถือสิ่งแตกต่�งเหล่�นี้เป็นเหตุขว�งกั้นคว�มเจริญในชีวิต เพร�ะเมื่อมนุษย์ผู้ใด
ก็ต�มที่มีคว�มเพียรและได้รับเกียรติหรือได้รับโอก�สจ�กเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยไม่มีก�รเลือกปฏิบัติ
ทุกคนก็ส�ม�รถพบคว�มสุขคว�มเจริญได้อย่�งเท่�เทียมกัน
อ�ทิ กรณีที่พระวินัยระบุห้�มมิให้กระเทย (บัณเฑ�ะก์) บวชเป็นพระสงฆ์ โดยพระผู้มีพระภ�ค
ทรงรับสั่งภิกษุทั้งหล�ยว่� “ดูกรภิกษุทั้งหล�ย อนุปสัมบัน คือ บัณเฑ�ะก์ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบท
28
แล้วต้องให้สึกเสีย” แต่เนื่องจ�กพระวินัยหรือสิกข�บท หรือที่คนทั่วไปเรียกว่� “ศีล” นั้น เป็นเพียง “สมมุติ
บัญญัติ” ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นข้อห้�มสำ�หรับพระภิกษุไม่ให้ประพฤติ
หรือกระทำ�สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะทำ�ให้มีคว�มเสื่อมเสียหรือเสียห�ยเกิดขึ้นต่อก�รปฏิบัติธรรมเพื่อก�รพ้นทุกข์
โดยกำ�หนดโทษของภิกษุผู้ฝ่�ฝืนละเมิดพระวินัย ว่� “อ�บัติ” ซึ่งในตอนต้นของพุทธก�ลจะยังไม่มีก�ร
บัญญัติสิกข�บท จนต่อม�เมื่อพระพุทธศ�สน�ได้เผยแพร่ไปกว้�งไกลม�กขึ้นเรื่อย ๆ คนที่ม�บวชก็เริ่ม
มีคว�มหล�กหล�ยขึ้นจึงมีคว�มจำ�เป็นต้องบัญญัติสิกข�บทขึ้นม�เพื่อจัดก�รให้เกิดคว�มสงบเรียบร้อย
ในหมู่สงฆ์โดยสิกข�บทหรือพระวินัยนี้จะมีลักษณะเป็นเพียงสิ่งที่สมมุติขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องกันหรือ
ส่งเสริมให้พระภิกษุปฏิบัติดีเท่�นั้น มิได้มีเจตน�ชี้ผิดถูกหรือเพื่อจะลงโทษต่อเนื้อตัวร่�งก�ยดังเช่นกฎหม�ย
ของบ้�นเมือง อีกทั้งสิกข�บทต่�ง ๆ ก็ยังจะต้องสอดคล้องกับหลักธรรมที่เป็นปรมัตถ์สัจจะเสมอ ดังนั้น
ข้อวินัยที่ห้�มกระเทยบวชเป็นพระภิกษุจึงเป็นเพียง “สมมุติสัจจะ” ที่จะมีผลเพียงห้�มมิให้คนที่มีลักษณะ
ดังกล่�วบวช เพร�ะอ�จจะสร้�งคว�มไม่สะดวกหรือขัดขว�งก�รปฏิบัติธรรมของสงฆ์หมู่ม�กได้ แต่ก็มิได้ห้�ม
มิให้กระเทยปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพ�น ซึ่งเป็น “ปรมัตถ์สัจจะ” แต่อย่�งใด เพร�ะวัตถุประสงค์
ที่แท้จริงของพระพุทธศ�สน� คือ มนุษย์ทุกคนส�ม�รถปฏิบัติตนเพื่อก�รบรรลุมรรคผลนิพน�นได้
โดยไม่เลือกปฏิบัติ มิใช่เพียงแค่ก�รบวชเป็นพระภิกษุ ซึ่งเป็นเพียงพิธีก�รประกอบเท่�นั้น
นอกจ�กนี้ ยังมีพุทธวัจนะตอนหนึ่งที่ส�ม�รถนำ�ม�ปรับใช้กับก�รสร้�งคว�มเสมอภ�คในสังคมได้ดี
29
คือ “อตฺตานำ อุปฺมำ กเร” ซึ่งเป็นคำ�ที่ดัดแปลงม�จ�กพระสุตตันตปิฎก สุตฺต ขุ.ขุทฺทกป�ฐ-ธมฺมปทค�ถ�
จ�กข้อคว�มเดิมที่ว่� 30
26 สิ่งที่เป็นจริงต�มกฎนิย�ม 5 โดยที่มนุษย์ไม่ส�ม�รถสร้�งสิ่งสมมุติใดม�ขัดแย้งได้
27 สิ่งที่มนุษย์สร้�งขึ้น หรือสมมุติขึ้นม� เพื่อตอบสนองคว�มจำ�เป็นในก�รดำ�รงชีวิตในสังคม ซึ่งโดยพื้นฐ�นแล้วจะต้องไม่ขัดแย้งกับ
กฎนิย�ม 5
28 พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มห�วรรค ภ�ค 1.
29 พระไตรปิฎก เล่มที่ 25.
30 อ�ชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน, เปิดที่ม� “อตฺต�นำ อุปมำ กเร” คำ�ขวัญกำ�ลังใจของบุคล�กรส�ธ�รณสุขไทย [Online], available URL:https://www.
silpa-mag.com/history/article_47799 (October, 2020).

