Page 37 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2563)
P. 37

2.
      36         วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน

       2.    ความสัมพันธ์ของกฎหมายกับหลักสิทธิมนุษยชน


                    เมื่อพิจ�รณ�พัฒน�ก�รของหลักสิทธิมนุษยชนในสังคมตะวันตก จะพบว่�มีลักษณะของก�รปรับเอ�
                             6
            “บริบท” (Context)  ท�งสังคมในเรื่องคว�มเชื่อเกี่ยวกับคว�มเป็นมนุษย์  และก�รเค�รพสิทธิซึ่งกันและกัน
                                                      7
            ในเชิงศีลธรรมม�สร้�งเป็น “กระบวนทัศน์” (Paradigm)   ท�งสังคมในยุคต่�ง ๆ จนกระทั่งเกิดเป็นปฏิญญ�ส�กล
            ว่�ด้วยสิทธิมนุษยชนขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1948 และกล�ยม�เป็นฐ�นคิดของหลักสิทธิมนุษยชนส�กลของสังคมโลก
            จนถึงปัจจุบัน
                    แต่เนื่องจ�กปฏิญญ�ส�กลว่�ด้วยสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นเพียงข้อตกลงระหว่�งประเทศที่มิได้มี
            สภ�พบังคับโดยตรง จึงมีคว�มจำ�เป็นที่จะต้องปรับให้ม�อยู่ในรูปแบบของ “กฎหมาย” (Legal Content)
            ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมท�งสังคมประเภทที่มี “สภาพบังคับ” (Sanction) กับคนในสังคมได้ชัดเจนม�กที่สุด
            นั่นเอง ดังที่ปร�กฏใน ข้อ 7 ของปฏิญญ�ฯ ที่ระบุว่� “ทุกคนมีคว�มเท่�เทียมกันต�มกฎหม�ย และมีสิทธิ
            ได้รับคว�มคุ้มครองต�มกฎหม�ยอย่�งเท่�เทียมโดยไม่มีก�รเลือกปฏิบัติ”  และเป็นไปต�มกรอบแนวคิด
                                                                                        8
            “คว�มเท่�เทียมกันภ�ยใต้กฎหม�ย” (Equality under the law หรือ  Principle of isonomy ) ที่ถือว่�
            ประช�ชนทุกคนจะต้องได้รับก�รคุ้มครองจ�กกฎหม�ย โดยไม่คำ�นึงถึงเชื้อช�ติ เพศ สีผิว ช�ติพันธุ์ ศ�สน�
            คว�มทุพพลภ�พ หรือลักษณะอื่น ๆ ปร�ศจ�กสิทธิพิเศษ ก�รเลือกปฏิบัติ หรือคว�มลำ�เอียงใด ๆ
                    แต่ทั้งนี้ในก�รสร้�งบทบัญญัติของกฎหม�ยขึ้นม�นั้นเหตุผลในก�รออกกฎหม�ยหรือ “เจตน�รมณ์”

            ของกฎหม�ยจะต้องชัดเจนว่�บัญญัติออกม�เพื่อวัตถุประสงค์ใดด้วยโดยจะส�ม�รถพิจ�รณ�ได้จ�ก “บริบท”
            และ  “กระบวนทัศน์”  ของสังคมในช่วงเวล�นั้น  ๆ  นั่นเอง  กล่�วคือ  กฎหม�ยที่ดีจะต้องมีคว�มสัมพันธ์กับ
            สังคม และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพลวัตของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวล� (Social
            changes as causes of legal changes) โดยจะสังเกตได้ว่� เมื่อใดก็ต�มที่เกิดคว�มขัดแย้งในสังคม และ
            มีคว�มจำ�เป็นที่จะต้องระงับข้อขัดแย้งนั้นด้วยกฎหม�ยและกระบวนก�รยุติธรรมแล้ว  สิ่งสำ�คัญที่มักจะถูก
            นำ�ม�ใช้เป็นหลักคิดของกระบวนก�รระงับข้อพิพ�ท เช่น แนวท�งของคำ�พิพ�กษ�ของศ�ล ก็คือ บริบทและ
                                   9
            กระบวนทัศน์ของสังคมนั่นเอง   ซึ่งกฎหม�ยใดห�กไม่มีคว�มสัมพันธ์กับบริบทและกระบวนทัศน์ที่ดีง�มของ
            สังคม โอก�ส ที่จะเกิดคว�มวุ่นว�ยหรือเกิดผลประหล�ดขึ้นในสังคมย่อมมีม�ก  ดังมีสุภ�ษิตกฎหม�ยหนึ่ง
            ที่กล่�วว่� “ex injuria jus non oritur” ซึ่งแปลว่� “การกระทำาที่ไม่เป็นธรรมไม่สามารถสร้างเป็นกฎหมายได้”
                    ดังนั้น  กฎหม�ยจึงควรที่จะต้อง  “พัฒนามาจากบริบทและกระบวนทัศน์ของสังคม”  ซึ่งก็จะ
            สอดคล้องกับแนวคิดเชิงปรัชญ�กฎหม�ยแบบ “สังคมวิทยาทางกฎหมาย” (Sociology of Law) ที่มี
            ต้นกำ�เนิดม�จ�กหนังสือ “The Spirit of Laws” ของ Montesquieu นักคิดช�วฝรั่งเศส ที่เห็นว่� สิ่งที่ถูก
            หรือสิ่งที่ผิด ล้วนมีอยู่ในธรรมช�ติ ส�ม�รถพิจ�รณ�ได้จ�กบริบท (Context) ในสังคม ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เป็น
            ผู้กำ�หนดขึ้นแต่อย่�งใด หรือกล่�วได้อีกนัยหนึ่งก็คือที่ม�ของกฎหม�ยที่แท้จริงก็คือ “บริบท” ของสังคม
            ไม่ใช่อำ�น�จรัฏฐ�ธิปัตย์ (Sovereignty) ซึ่งต่อม�แนวคิดนี้ได้ถูกนำ�ม�พัฒน�ต่อโดย Rudolf von Jhering
            นักกฎหม�ยช�วเยอรมัน  ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสำ�นักคิดสังคมวิทย�ท�งกฎหม�ยสมัยใหม่  ซึ่งปร�กฏอยู่ในหนังสือ
            “Der Zweck im Recht” (วัตถุประสงค์ในกฎหมาย) และ “Law as a Means to an End” (กฎหมาย
                                  10
            ในฐานะเครื่องมือสู่เป้าหมาย) ที่เห็นว่� กฎหม�ยนั้นไม่มีคว�มสมบูรณ์หรือส�ม�รถสร้�งสิ่งใด ๆ ได้ด้วยตัวเอง
            กฎหม�ยจะต้องแสวงห�วัตถุประสงค์จ�กสิ่งภ�ยนอก ซึ่งก็หม�ยถึงคว�มเป็นจริงที่ปร�กฏอยู่ในสังคมนั่นเอง


                    6
                     คือ สภ�พแวดล้อม และเงื่อนไขต่�งๆ ที่ร�ยล้อมเหตุก�รณ์ใดเหตุก�รณ์หนึ่ง เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือ ประเด็นใดประเด็นหนึ่ง.
                    7
                     คือ กรอบคว�มคิด (Concepts) ค่�นิยม (Values) คว�มเข้�ใจ (Perceptions) และก�รปฏิบัติ (Practice).
                    8
                     Isonomy มีร�กศัพท์ม�จ�กภ�ษ�กรีก คือ “isos” ที่แปลว่� “เท่�เทียม” และ “nomos” ที่แปลว่� “จ�รีต หรือกฎหม�ย”.
                    9
                     Jurgen Habermas. (1995-1996) “PARADIGM OF LAW,” Cardozo L. Rev. 17, 771 [Online], available URL: https://heinonline.org/
             HOL/LandingPage?handle=hein.journals/cdozo17&div=36&id=&page=(August,2020).
                    10
                      จ�ก นิติปรัชญ� (น. 278-279), โดย จรัญ โฆษณ�นันท์, 2561, กรุงเทพมห�นคร: สำ�นักพิมพ์มห�วิทย�ลัยร�มคำ�แหง, พิมพ์ครั้งที่ 20.
   32   33   34   35   36   37   38   39   40   41   42