Page 67 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2563)
P. 67

66           วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน



                       เนื้อตัวร่ำงกำย และกำรข้ำมเพศของคนข้ำมเพศยังกลำยเป็นประเด็นปัญหำคำใจในบรรดำ
                 เพื่อนร่วมงำน บุคคลรอบข้ำงและผู้มีอ�ำนำจในที่ท�ำงำนต้องตั้งค�ำถำม สงสัย และใคร่รู้
                       อาจารย์เดียร์ : “เค้าก็คงคิดว่าเราเป็นทอม แต่พอมาถึงเค้าก็ไม่คิดว่าเราจะเป็นแบบนี้ เพราะ

                 ว่าวันที่มาคือ เป็นชายหมดแล้ว เทคมาสองปีแล้ว มันเปลี่ยนหมดแล้ว เค้าก็ตกใจกันใหญ่ คือภาพที่เค้า
                 เห็นมันไม่ใช่แบบนี้ ภาพที่เค้าเห็นมันยังเป็นทอมอยู่ แต่เรามานี่ เราแมนมาเลย ก็ตกใจใหญ่ ป้ำ ๆ ก็จะ
                 มำนั่งสัมภำษณ์ใหญ่ว่ำท�ำไมเป็นแบบนี้ คนที่อำยุเยอะ ๆ คงอำยุสำมสิบนี่น้อยมำกที่จะถำม แต่คนเก่ำ ๆ
                 นี่เค้ำบทบำทในโรงเรียนเยอะ เพรำะเค้ำอยู่มำนำน เค้ำก็ถำมว่ำไปท�ำอะไรมำ ท�ำไมเหมือน

                 ผู้ชำยจัง ก็ต้องมำนั่งเล่ำประวัติ ตั้งแต่ไปหำหมอ เป็นยังไง”
                       ตัวอย่ำงเหล่ำนี้แสดงให้เห็นว่ำกำรกีดกันเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศและกำรละเมิดสิทธิ
                 ส่วนบุคคลต่อบุคคลข้ำมเพศนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนกำรรับสมัคร กำรสอบสัมภำษณ์และกำรบรรจุเข้ำ
                 ท�ำงำน คนข้ำมเพศมักจะถูกถำมหรือตั้งข้อสังเกตในเรื่องส่วนตัว เรื่องเพศ และเรื่องเนื้อตัวร่ำงกำย

                 ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับควำมรู้ควำมสำมำรถอันเป็นคุณสมบัติส�ำคัญในกำรรับเข้ำท�ำงำน กำรถูกละเมิด
                 สิทธิส่วนบุคคลในลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่ำจริง ๆ แล้วระบบรำชกำรไทยยังกีดกันคนข้ำมเพศไม่ให้ได้มี
                 โอกำสก้ำวเข้ำไปท�ำงำนนับตั้งแต่เริ่มแรกเข้ำท�ำงำนเสียด้วยซ�้ำ ผลกำรวิจัยนี้สอดคล้องกับข้อสรุปจำก
                 องค์กร International Labour Organization (ILO) ที่ว่ำหน่วยงำนภำครัฐเป็นองค์กรที่ไม่เป็นมิตร

                 และกีดกันกลุ่มบุคคลผู้มีควำมหลำกหลำยทำงเพศมำกที่สุด โดยเฉพำะกลุ่มคนข้ำมเพศซึ่งถูกกีดกัน
                 โดยระเบียบกำรแต่งกำยรำชกำรที่ก�ำหนดให้แต่งกำยตำมเพศก�ำเนิดเท่ำนั้น ดังนั้น บุคคลกลุ่มนี้จึงไม่มี
                 โอกำสหรือขำดก�ำลังใจที่จะเข้ำมำรับรำชกำร
                       คนข้ำมเพศไม่ได้เผชิญปัญหำเพียงแค่เรื่องกำรแต่งกำยเท่ำนั้น แต่ระบบคิดแบบทวิเพศที่แทรกซึม

                 อยู่ในกฎระเบียบ กระบวนกำรคิด และแนวทำงกำรปฏิบัติงำนในระบบรำชกำรได้ท�ำให้เกิดโครงสร้ำง
                 เชิงอ�ำนำจที่กดทับคนข้ำมเพศและเบียดขับให้พวกเขำไปอยู่ในมุมมืดที่ไม่ได้รับกำรปกป้องคุ้มครอง
                       ครูแนน เล่ำถึงประสบกำรณ์กำรที่ต้องอยู่เวรกลำงคืน เพรำะยังมีค�ำน�ำหน้ำว่ำเป็น “ชำย”
                 แม้ว่ำร่ำงกำยจะได้เปลี่ยนแปลงเป็นหญิงแล้วก็ตำม : “ที่ทํางานเก่าที่เคยทํางานโดนโจรบุกเข้ามาค่ะ

                 แล้วก็อยู่เวรในคืนนั้นด้วย คือก่อนหน้านั้น 3 เดือนมันมีเหตุการณ์มาแล้ว แต่ยังไม่มีครูเวร ช่วงนั้นโจร
                 ชอบบุกสํานักงานราชการแล้วเข้าไปรื้อของเอาทรัพย์สินเอาไป เค้าเข้ามาแล้วรอบนึงแล้ว มันไม่มีเวร
                 พอหลังจากเหตุการณ์นั้นก็มีการตั้งเวรขึ้นมา ซึ่งหนึ่งในครูผู้ชำยก็คือเรำที่ต้องอยู่เวรกลำงคืน วันนั้น
                 มันไม่ดึกมาก โจรก็เข้ามาทางฝ้าเพดาน เรารู้ตัวก่อน ถ้าเรานอนอยู่หรือหลับไม่รู้ตัวก็คงตายในหน้าที่ไป

                 แล้ว ตอนนั้นยังไม่เป็นข้าราชการ ก็คือเป็นแค่ครูอัตราจ้าง”
                       คุณครูเอม ครูหญิงข้ำมเพศเล่ำถึงประสบกำรณ์กำรพักค้ำงคืนระหว่ำงกำรไปรำชกำรต่ำงจังหวัด
                 กำรที่เธอมีค�ำน�ำหน้ำว่ำ นาย ท�ำให้ต้องพักค้ำงคืนกับบุคลำกรเพศชำย ซึ่งท�ำให้สถำนกำรณ์อึดอัด
                 และเกิดควำมเสี่ยงต่อกำรเกิดกำรใช้ควำมรุนแรงหรือกำรล่วงละเมิดทำงเพศ

                       คุณครูเอม : ถ้ากรณีไปเป็นผู้เข้าร่วมอบรมที่เราจะเป็นผู้เข้าร่วมอบรมก็เคยเจอสถานการณ์
                 ซึ่งต้องไปพักกับครูผู้ชายซึ่งโดนแม้กระทั่งรังเกียจ โดนรังเกียจ ถึงขั้นจะขอมีเพศสัมพันธ์ก็มีสองกรณี
                 ซึ่งหลายครั้งเราก็พยายามจะขอความช่วยเหลือจากหน่วยเบื้องบนว่า ถ้าเกิดมีเศษผู้ชายขอเข้าพักเป็นคน
                 สุดท้าย แต่ถ้าไม่มีจะขอเสียเงินเพิ่มในส่วนของตัวเองที่เราต้องการนอนคนเดียว คือ เราต้องแก้ปัญหาเอง
   62   63   64   65   66   67   68   69   70   71   72