Page 137 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2563)
P. 137
136 วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน
หลักการไม่พิจารณาลงโทษสองครั้งกับการลงโทษเรื่องละเมิดอ�านาจศาลในประเทศไทย
มีแนวทางแตกต่างไปจากสากล โดยจะพบว่าที่ผ่านมาหากผู้ถูกล่าวหาได้กระท�าความผิดฐานละเมิดอ�านาจ
ศาลและมีความผิดฐานอาญาร่วมด้วยในลักษณะกรรมเดียว เช่น การยื่นเอกสารเท็จมีความผิดในทางอาญา
และมีความผิดฐานละเมิดอ�านาจศาลเช่นนี้ แนวทางการตีความของศาลฎีกาและความเห็นคณะกรรมการ
กฤษฎีกาในเรื่องความซ�้าซ้อนดังกล่าวกลับพิจารณาว่าความผิดทางอาญาและความผิดฐานละเมิดอ�านาจ
ศาลเป็นคนละกรรม เนื่องจากความผิดฐานละเมิดอ�านาจศาลถือเป็นเครื่องมือที่ศาลใช้เพื่อรักษาความ
สงบเรียบร้อยในศาล ไม่ใช่การลงโทษทางอาญา ซึ่งจะเป็นการตัดสิทธิบุคคลที่จะได้รับการคุ้มครองในการ
พิจารณาคดี อันไม่สอดคล้องกับแนวทางประกันสิทธิทางอาญา
ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องที่ 444/2528 มีประเด็นส�าคัญว่าความผิดฐาน
ละเมิดอ�านาจศาล แม้ศาลจะลงโทษจ�าคุกหรือโทษปรับก็ถือว่าไม่ใช่โทษทางอาญา จึงกลายเป็นการตัดสิทธิ
ของบุคคลที่จะได้รับการพิจารณาคดี ทั้งที่หากพิจารณาโดยทั่วไปความรับผิดไม่ว่าจะเป็นการปรับหรือ
การจ�าคุกควรถือเป็นโทษทางอาญาดังเช่นแนวทางการตัดสินคดีของศาลแห่งสหภาพยุโรป การตีความ
ดังกล่าวอาจท�าให้ผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระท�าผิดฐานละเมิดอ�านาจศาลที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ
สิทธิในการมีทนายความ หรือสิทธิในการได้รับการสืบพยานต่อหน้าศาลย่อมไม่ได้รับความคุ้มครอง และ
ผู้ถูกกล่าวหาจะถูกลงโทษซ�้าซ้อนกันได้ในการกระท�าครั้งเดียว ในการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจาก
ศาลปกครองสูงสุดได้รับข้อมูลว่า วัตถุประสงค์แต่เดิมของการน�าบทบัญญัติความรับผิดฐานละเมิดอ�านาจศาล
บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแทนประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากผู้ร่างกฎหมาย
ในช่วงเวลานั้นต้องการให้ผู้พิพากษาสามารถลงโทษบุคคลผู้กระท�าการขัดขวางกระบวนพิจารณาของศาล
ได้โดยทันที จึงไม่ก�าหนดฐานความผิดดังกล่าวไว้ในประมวลกฎหมายอาญาเพราะขั้นตอนการด�าเนินการ
พิจารณาจะช้ากว่า ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้มีการประกาศใช้ตั้งแต่
ปีพุทธศักราช 2477 ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงบริบทของสังคมไทยในช่วงเวลานั้นพบว่าการใช้และการคุ้มครอง
อ�านาจของรัฐมีความส�าคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ใช้อ�านาจรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐต้องรักษาความสงบเรียบร้อยให้
เกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันสภาพแนวคิดเพียงเพื่อการมุ่งคุ้มครองความสงบเรียบร้อย
มิได้เป็นเพียงเป้าหมายของภาครัฐเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่แนวคิดเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชน
และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้กลายเป็นคุณค่าส�าคัญที่ผู้ใช้อ�านาจรัฐต้องให้การรับรองและด�าเนินการให้
เกิดผลขึ้นจริงในทางปฏิบัติ
4.4 สิทธิในการต่อสู้คดีในการด�าเนินคดีเรื่องการละเมิดอ�านาจศาล
สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (Right to Fair Trial) ปรากฏอยู่ในข้อ 14 และ
ข้อ 15 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชน
ขั้นพื้นฐานที่มีความส�าคัญอย่างยิ่ง ประกอบด้วย
4.4.1 หลักการพิจารณาโดยศาลที่เป็นกลาง (Impartiality)
หลักการพิจารณาโดยศาลที่เป็นกลางปรากฏอยู่ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง
สิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 วรรค 1
การพิจารณาคดีต้องด�าเนินการโดยศาลที่มีอ�านาจในการพิจารณามีความเป็นอิสระและเป็นกลาง
หลักการในเรื่องนี้ถือเป็นสิทธิเด็ดขาดและไม่สามารถมีข้อยกเว้นได้ ประกอบด้วยสาระส�าคัญ 2 ประการ ได้แก่

