Page 170 - วารสารวิชาการสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2561)
P. 170

ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2561)  169




                        • นายกเทศมนตรีแอนดี้ เบริกส์ (Mayor Andy Berke) จากเมืองแชตตาโนกา

               (City of Chattanooga) รัฐเทนเนสซี่ สหรัฐอเมริกา นำาเสนอประสบการณ์ หลังจากที่มีการก่อการร้าย

               ในเมือง เมื่อปี 2558 มีการหารือกันว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำาเป็นต้องทำางานร่วมกันกับภาคเอกชน (public-
               private partnership) โดยการดึงความร่วมมือของภาคธุรกิจ หรือบริษัทเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ธุรกิจเป็น

               ส่วนสำาคัญที่จะทำาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การทำาให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้าใจบทบาท/หน้าที่ของตนเอง การใช้พลัง
               ทางสังคมในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ในส่วนของการทำางานจะสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน การทำางานกับกลุ่ม/เครือข่าย

               และสภานายกเทศมนตรีระหว่างประเทศ (international mayor council) ซึ่งมีการนำากลยุทธ์การทำางานร่วมกัน
               ทั้งเรื่องการสื่อสาร การค้นหาผู้ที่เกี่ยวข้อง และการรณรงค์/สร้างการเปลี่ยนแปลง โดยพบว่า มีการเปลี่ยนแปลง

               ทั้งเรื่องการตรวจสอบ ดูแลลักษณะการก่อการร้าย หรือการสร้างวาทกรรมการเกลียดชัง (hate crime) ซึ่งลักษณะ
               การทำางานที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดี คือ การสร้างความเข้าใจจากท้องถิ่นขึ้นมา และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

                        ส่วนสำาคัญที่จะทำาให้การทำางานเช่นนี้ประสบความสำาเร็จ คือ การทำางานสร้างศักยภาพให้กับกลุ่มต่าง ๆ
               ในการเอาชนะรวมทั้งเรื่องการพัฒนาครอบครัว เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวอย่างถ่องแท้


                        • นายกเทศมนตรี ฮัสซัน อลิ โจโฮ (Governor Hassan Ali Joho) จากรัฐบาล

               ท้องถิ่นเมืองมุมบาซาร์ ประเทศเคนยา นำาเสนอ ลักษณะการสร้างความร่วมมือในพื้นที่ การดูแลกลุ่มที่เกี่ยวข้อง

               การสร้างการเปลี่ยนแปลงจากการตกลง (walking the talk) โดยเน้นการใช้พลังทางสังคม (soft power)
               ในการสร้างผลกระทบเชิงบวก การดูแลห่วงใย การสร้างความเชื่อมั่น การรับฟัง การทำางานกับภาคประชาสังคม
               การสร้างวาทกรรมที่มีพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลง (changing narratives) ที่มีความเข้าใจเท่าทันต่อ

               คตินิยมแบบสุดโต่ง (extremism) โดยการทำางานร่วมกับกลุ่มผู้หญิง ผู้ที่มีบทบาทเป็นมารดา ในการดูแลกลุ่มเด็ก

               และเยาวชน การทำางานอย่างต่อเนื่องกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลของประเทศ
                        ส่วนสำาคัญที่จะทำาให้การทำางานเช่นนี้ประสบความสำาเร็จ คือ การทำางานกับกลุ่มประชาชนทั่วไป
               ให้ได้มากที่สุด โดยจะต้องแทรกซึมเข้าไปในระบบความคิด ความเชื่อ (doctrine) และอื่น ๆ



                        การกล่าวปาฐกถา “นโยบายสาธารณะในช่วงคตินิยมแบบสุดโต่งที่สร้างความรุนแรง

               (Public Policy in the Age of Violent Extremism)” โดยทิม โฮลดิ้ง (Tim Holding) โดยสรุป
               การนำาเสนอเน้นที่การใช้พลังร่วมทางสังคม (soft power) ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับนโยบาย

               และการปฏิบัติ โดยเริ่มต้นจากเหตุการณ์การก่อร้าย 911 ซึ่งทำาให้มีผู้เสียชีวิต 2,996 คน และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า

               6,000 คน โดยผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น คือ การเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย การเมือง การปกครองของรัฐบาล
               หลาย ๆ ประเทศ ซึ่งเป็นผลกระทบทางจิตวิทยา มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านงบประมาณ (budgetary) นโยบาย/
               กฎหมาย (legal) การใช้กองกำาลังทหาร (military) การดำาเนินการทางการทูต (diplomatic) และการให้ทุน
   165   166   167   168   169   170   171   172   173   174   175