Page 262 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 262
7 คน อีกครั้ง กรรมการผู้ได้รับการแต่งตั้งใหม่ปฏิบัติหน้าที่ในตำาแหน่งรักษาการเช่นเดียวกับกรรมการ 3 คน ที่ดำารง
ตำาแหน่งอยู่ก่อนแล้ว จนกว่ารัฐบาลจะเลือกกรรมการถาวรขึ้นมาดำารงตำาแหน่ง ซึ่งกระบวนการคัดเลือกดังกล่าว
ควรเกิดขึ้นในปี 2560 ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
กสม. ขอชี้แจงใน 4 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ 1 กรณีข้อมูลที่ปรากฏในรายงานเกี่ยวกับสถิติเรื่องร้องเรียนที่ กสม. ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคม -
ธันวาคม 2562 นั้น มีความคลาดเคลื่อน ในช่วงเวลาดังกล่าว กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีกล่าวอ้างว่ามีการกระทำาหรือ
ละเลยการกระทำาอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนรวมทั้งสิ้น 508 เรื่อง ซึ่ง กสม. ได้ตรวจสอบเบื้องต้นและได้พิจารณา
รายละเอียดของเรื่องร้องเรียนที่ได้รับทุกกรณีตามระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และ
วิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2561 จากนั้นจึงพิจารณาว่า จะรับเรื่องร้องเรียนใดไว้ตรวจสอบ
เชิงลึกหรือประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกับหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรเอกชน ในปี 2562 มีเรื่องร้องเรียนที่ กสม.
รับไว้เป็นคำาร้องและตรวจสอบในเชิงลึกจำานวน 69 เรื่อง โดยการดำาเนินการดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำาหนด
ในกฎหมายและระเบียบดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เรื่องร้องเรียนบางกรณีเป็นเรื่องที่ควรได้รับการแก้ไขโดยหน่วยงาน
อื่นของรัฐที่มีหน้าที่และอำานาจโดยตรง และเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในหน้าที่และอำานาจของ กสม. หรืออยู่ในหน้าที่และ
อำานาจขององค์กรอิสระอื่น เป็นต้น
ประเด็นที่ 2 กรณี กสม. ไม่ยื่นฟ้องผู้กระทำาการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยตนเองหรือในนามของผู้ร้องเรียน
ขอชี้แจงว่า การฟ้องผู้กระทำาการละเมิดดังกล่าวเป็นอำานาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
แต่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ไม่ได้ให้อำานาจดังกล่าวไว้ เพียงกำาหนดให้ กสม. ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษแทนผู้เสียหาย
ได้ในกรณีที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นความผิดอาญาและผู้เสียหายไม่อยู่ในฐานะจะร้องทุกข์หรือกล่าวโทษด้วยตนเอง
ได้เท่านั้น ดังปรากฏในมาตรา 37 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ
ประเด็นที่ 3 กรณีที่รายงานกล่าวอ้างว่าสาเหตุของการลาออกของ กสม. 2 คน เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม
2562 มาจากความไม่พอใจวิธีการดำาเนินงานภายในซึ่งขัดขวางไม่ให้กรรมการรับคำาร้องโดยตรงจากสาธารณชนและ
การลิดรอนการมีส่วนร่วมกับภาคประชาสังคมของกรรมการนั้น ขอชี้แจงว่า ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2561 ข้อ 13 (2) กำาหนดให้การยื่นเรื่อง
ร้องเรียนสามารถยื่นต่อกรรมการคนใดคนหนึ่งได้ การขัดขวางไม่ให้กรรมการรับเรื่องร้องเรียนโดยตรงจึงไม่สามารถ
กระทำาได้ ส่วนการทำางานกับภาคประชาสังคมนั้น ขอชี้แจงว่า กสม. มีการดำาเนินงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตาม
เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 33
วรรคสอง ที่กำาหนดว่าในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ กสม. ประสานหรือแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงาน
ของรัฐ องค์กรเอกชน และภาคประชาสังคม ส่วนการทำางานร่วมกับภาคประชาสังคมในรูปคณะอนุกรรมการนั้น มาตรา 29
ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ กำาหนดว่า ในกรณีที่จำาเป็นต้องได้ข้อมูลหรือมีการศึกษาเรื่องใด กสม. อาจแต่งตั้ง
คณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวแทนในกรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องคำานึงถึงความคุ้มค่า
และประสิทธิภาพที่จะเกิดขึ้น
อนึ่ง กรรมการ 2 คน ดังกล่าว ลาออกจากการเป็นกรรมการเมื่อวันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2562 โดยระบุเวลา
ลาออกตั้งแต่เวลา 09.30 น. ซึ่งเป็นเวลาประชุมของ กสม. ด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ตามปกติทุกวันพุธเวลา 09.30 น. ในวันที่กรรมการ 2 คน ลาออก มีวาระการประชุมเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
เป็นจำานวนมากพอสมควร เมื่อเหลือกรรมการเพียง 3 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งคือ 4 คน ทำาให้ กสม. ไม่อาจประชุมเพื่อคุ้มครอง
260 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
National Human Rights Commission of Thailand

