Page 263 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 263
สิทธิมนุษยชนให้แก่ประชาชนเป็นเวลา 92 วัน โดยที่ก่อนหน้าที่กรรมการ 2 คน ดังกล่าวจะลาออก กสม. สามารถประชุม
เพื่อปฏิบัติหน้าที่ทั้งด้านส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นจำานวนมากด้วยดีตลอดมา ภาคผนวก
ประเด็นที่ 4 กรณีการแต่งตั้งกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวในตำาแหน่งกรรมการที่ว่างลงและกระบวนการ
คัดเลือก กสม. ชุดใหม่ควรเกิดขึ้นในปี 2560 นั้น ในกรณีการแต่งตั้งกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ขอชี้แจงว่า
เป็นการดำาเนินการตามกระบวนการที่กำาหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 60 วรรคสาม ประกอบมาตรา 22 ซึ่งดำาเนินการเมื่อมีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง
โดยเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดได้ร่วมกันแต่งตั้งผู้ทำาหน้าที่
เป็นกรรมการชั่วคราวจำานวน 4 คน ทั้งนี้ เพื่อให้ กสม.สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของประชาชน
ได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนในกรณีการสรรหา กสม. นั้น ขอชี้แจงว่า ได้เริ่มดำาเนินการภายหลังจากพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2560 โดย กสม.
มีหน้าที่ออกระเบียบเกี่ยวกับการจดแจ้ง การรับจดแจ้งและการเลือกกันเองขององค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนและ
สภาวิชาชีพตามมาตรา 11 วรรคสาม เพื่อเป็นกรรมการสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติในวาระเริ่มแรก ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันตามที่กำาหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 61
(1) - (3) หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาในการสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ โดยในส่วนที่เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของ กสม. ได้มีการดำาเนินการ ดังนี้
1) กสม. ได้ออกระเบียบเกี่ยวกับการจดแจ้ง การรับจดแจ้ง และการเลือกกันเองขององค์กรเอกชนด้าน
สิทธิมนุษยชนและสภาวิชาชีพตามมาตรา 11 วรรคสาม ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2561 อยู่ในกรอบระยะเวลา
30 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ ใช้บังคับตามที่กำาหนดในมาตรา 61 (1) แห่งพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญฯ และระเบียบมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2561
2) หลังจากที่ระเบียบตามข้อ 1) ข้างต้นมีผลใช้บังคับ สำานักงาน กสม. ได้ประกาศการรับจดแจ้งและ
ดำาเนินการรับจดแจ้งการเป็นองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนตามมาตรา 11 (4) และสภาวิชาชีพตามมาตรา 11 (5)
ตามที่กำาหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 61 (2) เพื่อเลือกกันเองเป็นกรรมการสรรหาผู้สมควร
ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในวาระเริ่มแรก ซึ่งดำาเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561
3) เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 สำานักงาน กสม. ได้จัดให้มีการประชุมผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน
สภาวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข และสภาวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อเลือกกันเองเป็นกรรมการสรรหาผู้สมควรได้รับ
การแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในวาระเริ่มแรก ตามมาตรา 11 และ มาตรา 61 (3) แห่งพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น สำานักงาน กสม. ได้มีหนังสือแจ้งผลการเลือกกันเองขององค์กร
เอกชนและสภาวิชาชีพไปยังเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการสรรหา เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561
เพื่อดำาเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
คณะกรรมการสรรหาได้เริ่มกระบวนการสรรหาตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 จนถึงปัจจุบัน วุฒิสภาได้
เห็นชอบผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้ว 4 คน มีผู้สมัครที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
ให้ความเห็นชอบของวุฒิสภา 1 คน และอยู่ระหว่างการดำาเนินการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาอีก 2 คน
กระบวนการสรรหาเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมการถาวร ไม่ได้อยู่ในอำานาจของรัฐบาลตามข้อกล่าวอ้างแต่อย่างใด
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563 261

