Page 60 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2562
P. 60
59 รายงานผลการประเมินสถานการณ์
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๖๒
ในปี 2562 พบว่าประชาชนสามารถใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและในการแสดงความคิดเห็นในการชุมนุมได้โดย
ไม่ถูกแทรกแซงหรือปิดกั้นจากรัฐหากการจัดชุมนุมเป็นไปตามกฎหมาย ดังเห็นได้จากการชุมนุมและการจัดกิจกรรม
ทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 รวมทั้งการชุมนุมของประชาชนที่ได้
รับความเดือดร้อนด้านความเป็นอยู่เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมีการแก้ไขปัญหา
ในปี 2562 รัฐบาลยังได้มีการทบทวนและยกเลิกประกาศและค�าสั่งของ คสช. และหัวหน้า คสช.
ที่หมดความจ�าเป็นและเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามค�าสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2562
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 ซึ่งรวมถึงการยกเลิกประกาศ คสช. ที่ 97/2557 และประกาศ คสช. ที่ 103/2557
ที่วางข้อก�าหนดในการเสนอข่าวสารของผู้ประกอบกิจการและผู้ให้บริการสื่อ รวมถึงการงดเว้นน�าเสนอข้อมูลข่าวสาร
ที่มีลักษณะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การทบทวนประกาศและค�าสั่งต่าง ๆ ของ คสช. ดังกล่าวเป็นไปตาม
ข้อเสนอแนะของ กสม. ในรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2561 และ
การยกเลิกค�าสั่งที่จ�ากัดเสรีภาพของสื่อในการเสนอข่าวช่วยสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างต่อการแสดงความคิดเห็น
มากขึ้น แม้ว่าก่อนการยกเลิกประกาศ 2 ฉบับข้างต้น จะมีการจ�ากัดการน�าเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อในกรณีที่
กสทช. มีค�าสั่งให้บริษัท วอยซ์ ทีวี จ�ากัด ระงับการออกอากาศเป็นเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562
แต่กรณีดังกล่าว ศาลปกครองได้มีค�าสั่งทุเลาการบังคับค�าสั่งของ กสทช. เป็นการชั่วคราว และต่อมาได้มีค�าพิพากษา
ให้เพิกถอนค�าสั่งของ กสทช. ทั้งนี้ ค�าพิพากษาของศาลปกครองในกรณีดังกล่าวเป็นการวางบรรทัดฐานขอบเขต
และเนื้อหาของข่าวสารที่สื่อสามารถน�าเสนอได้ตามกฎหมาย
ส�าหรับการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการโพสต์ข้อมูลบนสื่อออนไลน์
นั้น ในปี 2562 พบว่า มีการด�าเนินคดีกับการแสดงความเห็นของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองตามพระราชบัญญัติ
ว่าด้วยการกระท�าผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 ไม่มากเมื่อเทียบกับปี 2561
การจับกุมด�าเนินคดีตามกฎหมายดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นกรณีการโพสต์ข้อความเท็จและการหลอกลวงประชาชน
ในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการหลอกขายสินค้า ซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
อย่างไรก็ดี แม้ว่าการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบจะกลับมาอยู่ภายใต้
กฎหมายปกติแล้ว แต่องค์กรภาคประชาสังคมยังคงมีข้อห่วงกังวลบางประการเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย
ที่เกี่ยวข้องอันเนื่องมาจากความไม่ชัดเจนของถ้อยค�าบางค�าในกฎหมายที่อาจน�าไปสู่การตีความและการใช้ดุลพินิจ
ของเจ้าหน้าที่ไปในทางที่ปิดกั้นการใช้เสรีภาพของประชาชนเกินสมควร ในการนี้ กสม. จึงมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้
บทที่
1. รัฐบาลควรหลีกเลี่ยงการกระท�าที่เป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบ ๒
ซึ่งเป็นช่องทางที่ท�าให้รัฐบาลได้รับทราบความเห็นของประชาชนต่อการด�าเนินนโยบายต่าง ๆ และผลกระทบต่อ
ประชาชนเพื่อน�าไปประกอบการพิจารณาก�าหนดมาตรการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม ทั้งนี้ การจ�ากัดการใช้เสรีภาพ
ดังกล่าวควรท�าเท่าที่จ�าเป็นและเป็นไปตามเงื่อนไขที่ก�าหนดในกติกา ICCPR อย่างเคร่งครัด
2. รัฐบาลควรลดข้อห่วงกังวลของประชาชนเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายที่มีบทบัญญัติ
เป็นการจ�ากัดการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบอันเกิดจากการตีความและ
การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระท�าความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พ.ศ. 2550 ที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 โดยอาจพิจารณาจัดท�าแนวปฏิบัติที่ชัดเจน การประเมินสถานการณ์
แก่ผู้บังคับใช้กฎหมาย หรือปรับปรุงแนวปฏิบัติที่มีอยู่แล้วให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อลดการใช้ดุลพินิจและเพื่อให้การบังคับ
ใช้กฎหมายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

