Page 155 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
P. 155
150 คณะวิจัยได้ท�าการวิเคราะห์สภาพปัญหาและสถานการณ์การเข้าถึงสิทธิชุมชนในอ่าวปัตตานี
รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จากภาคส่วนต่าง ๆ และประมวลเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ส�าหรับการแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสิทธิชุมชนใน
อ่าวปัตตานี โดยแต่ละนโยบายจะสามารถใช้เป็นแนวทางในการตอบสนองต่อการเข้าถึงสิทธิชุมชนของคนในพื้นที่
และการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมในระยะยาว แบ่งเป็นนโยบายหลัก ๆ ๗ ด้าน ดังนี้
๑.๑ ด้านการจัดสรรพื้นที่อ่าวปัตตานีเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน พื้นที่
ประจำาปีงบประมาณ ๒๕๖๑
อ่าวปัตตานีโดยเฉพาะในน�้าและบริเวณชายฝั่ง มีความอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น�้าหลายชนิด
ซึ่งชาวประมงพื้นบ้านเห็นว่า เป็นพื้นที่ที่สัตว์น�้ามีรสชาติดี หวาน นอกจากนี้ จากข้อมูลที่มีการท�าแหล่งเลี้ยงสัตว์น�้า
ในอ่าวปัตตานีจึงอาจกล่าวได้ว่า อ่าวปัตตานีเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตสัตว์น�้าสูง เช่น สามารถเลี้ยงหอยแครง
ได้อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจนก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบการเลี้ยงหอยแครงกับชาวประมง
พื้นบ้านนั้น แนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่ายภายใต้หลักการ
เคารพต่อสิทธิชุมชนและความยั่งยืนของทรัพยากร จึงควรมีการก�าหนดโซนนิ่งส�าหรับเขตพื้นที่การจัดสรรการใช้
ทรัพยากรที่เหมาะสมกับพื้นที่ และผู้ที่ใช้ทรัพยากร โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
โดยหน่วยงานรัฐเป็นเจ้าภาพ ผ่านคณะกรรมการประมงจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ซึ่งก�าหนด
บทบาทและอ�านาจหน้าที่ตามกฎหมายมาตรา ๒๖ ของพระราชก�าหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ และพระราชก�าหนด
การประมง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ (ฉบับแก้ไข) ควรมีการเร่งรัดด�าเนินการตามแนวทางเบื้องต้น ดังนี้
(๑) ก�าหนดให้มีการวิจัยเพื่อศึกษาระบบนิเวศที่จะก�าหนดเป็นเขตต่าง ๆ เนื่องจากอ่าวปัตตานี
ในแต่ละพื้นที่มีศักยภาพแตกต่างกัน ทั้งพื้นที่ความลึก ตื้น กระแสน�้า ร่องทราย สภาพพื้นโคลน ทราย และระดับ
ความเค็ม เป็นต้น ดังนั้นการเลี้ยงสัตว์น�้าแต่ละประเภทจึงต้องค�านึงถึงความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยสถาบัน
การศึกษาในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องร่วมกับประชาชนและชาวประมงรอบอ่าวเป็นผู้ร่วมศึกษาวิจัย
(๒) ก�าหนดเขตการใช้พื้นที่ ทั้งเขตอนุรักษ์ เขตอนุบาล เขตเพาะเลี้ยงสัตว์แต่ละประเภท ให้ครอบคลุม
ความต้องการและไม่ละเมิดสิทธิในการใช้พื้นที่ของคนในชุมชน
(๓) ก�าหนดเงื่อนไข คุณสมบัติของผู้จะขอใช้พื้นที่ตามที่ก�าหนดโดยชุมชนมีส่วนร่วมในการเสนอ
ความต้องการ และก�าหนดให้มีการลงทะเบียนและบังคับใช้เขตพื้นที่จัดสรรอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักในการ
ไม่ท�าลายทรัพยากรธรรมชาติเป็นส�าคัญ
๑.๒ ด้านการเสริมสร้างจิตส�านึก/ความรู้ด้านกฎหมายและหลักสิทธิชุมชน ให้แก่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ทั้งข้าราชการของหน่วยงานภาครัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ชาวประมงพื้นบ้าน ชาวบ้านรอบอ่าว และเยาวชน
ในพื้นที่ เพื่อให้มีความรู้และจิตส�านึกที่ตรงกันและร่วมมือกันด�าเนินการตามหลักสิทธิชุมชนในทิศทางที่สอดคล้อง
กัน รวมถึงสามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติรอบอ่าวปัตตานีในรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือได้มากยิ่งขึ้น
จากการศึกษาพบว่า ควรให้สถาบันการศึกษาและสถาบันศาสนาในพื้นที่มีบทบาทในการสร้างจิตส�านึกและ
ให้ความรู้แก่เยาวชนในพื้นที่ในการเคารพกฎหมาย และให้ตระหนักถึงผลกระทบในระยะยาวและระยะสั้นที่จะ
เกิดขึ้นจากการละเมิดกฎหมายและการใช้เครื่องมือท�าการประมงท�าลายล้าง เช่น วิธีการใช้สื่อวิทยุที่เป็นภาษามลายู
เผยแพร่ในโรงเรียนตาดีกาหรือให้ผู้น�าศาสนาประกาศประชาสัมพันธ์ผ่านเสียงตามสายในมัสยิด หรือการรณรงค์
ให้ผู้น�าส่งเสริมให้สมาชิกในชุมชนของตนท�าตามหลักกฎหมาย ส่งเสริมให้เยาวชนผลิตสื่อ หรือท�ากิจกรรมเพื่อ
รณรงค์อย่างสร้างสรรค์ในพื้นที่ นอกจากนี้ยังควรให้เรื่องสิทธิชุมชนและการสร้างความรู้ความเข้าใจในท้องถิ่น
มีการบรรจุไว้ในหลักสูตรของโรงเรียนในพื้นที่ เป็นต้น

