Page 154 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
P. 154
149
อ่าวปัตตานี การรวมกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมในการเข้าถึงสิทธิชุมชนของชุมชนของ
ชาวประมงพื้นบ้านอ่าวปัตตานี และหาแนวทางการเข้าถึงสิทธิชุมชนของชาวประมงพื้นบ้านอ่าวปัตตานีที่ยั่งยืน
เป็นธรรม และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนจัดท�าข้อเสนอแนะนโยบายและ/หรือข้อเสนอ
ในการปรับปรุงกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชนให้มีความสอดคล้องบริบทของชุมชนต่อไป รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
การศึกษาวิจัยเรื่องนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม หรือ Participatory Action
Research (PAR) โดยอาศัยความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ที่จัดท�าบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ประจำาปีงบประมาณ ๒๕๖๑
ด้านสิทธิมนุษยชน (MOU) ร่วมกับส�านักงานฯ และได้ออกแบบการวิจัยโดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ที่อยู่
ในพื้นที่ที่ประสบปัญหา หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงนักศึกษาในการท�าวิจัยในครั้งนี้ด้วย
โดยมีสาระส�าคัญจากผลการศึกษาวิจัย ดังนี้
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มคนที่แตกต่างกันในอ่าวปัตตานี มีความเข้าใจและตีความค�าว่า สิทธิชุมชน
แตกต่างกันตามประสบการณ์และการรับรู้ รวมถึงการเรียนรู้เพิ่มเติมจากการท�างาน จากการศึกษาหรือแม้กระทั่ง
จากนโยบายหรือข้อกฎหมายที่บังคับใช้หรือเป็นกรอบหรือแนวทางให้ตนเองถือปฏิบัติ ซึ่งระดับความเข้าใจเรื่อง
สิทธิชุมชนมีความสัมพันธ์กับความใกล้ชิดในการใช้ทรัพยากร หรือการผูกโยงตนเอง ครอบครัว การท�ามาหากิน
การดูแลปากท้อง ที่จ�าเป็นต้องพึ่งพิงทรัพยากรในอ่าวปัตตานี กล่าวคือ ระดับความเข้มข้น ในความเข้าใจเรื่อง
สิทธิชุมชนของชาวประมงพื้นบ้านในอ่าวปัตตานีจะมีในระดับที่สูง เนื่องจากอ่าวปัตตานีถือเป็นแหล่งท�ากินมา
ตั้งแต่บรรพบุรุษ และสัมพันธ์กับวิธีการจับสัตว์น�้าหรืออนุรักษ์เพื่อความยั่งยืน โดยถือว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของแต่
ควรต้องร่วมกันอนุรักษ์ไว้ และถือเป็นความเข้าใจสิทธิชุมชนในเชิงซ้อนคือ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมในอ่าวปัตตานี มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิต หลักปฏิบัติ ค�าสอนทางศาสนาและธรรมชาติ ในขณะที่
ความเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนในแง่มุมของภาคส่วนที่เป็นเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะยึดโยงอยู่กับหลักการทางกฎหมายและ
การบังคับใช้กฎหมาย หรือนโยบาย หรือระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน จึงท�าให้เห็นได้ว่า ชาวประมงพื้นบ้าน บทที่
๒
มองสิทธิชุมชนในลักษณะองค์รวม แต่ทางหน่วยงานภาครัฐมองสิทธิชุมชนแบบแยกส่วนตามลักษณะอ�านาจ
หน้าที่และการบริหารจัดการภายในอ�านาจหน้าที่ของตนที่ได้รับการจัดสรรมา ซึ่งความเข้าใจและหลักปฏิบัตินี้เอง
ที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการทรัพยากรและการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในพื้นที่
ความเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนดังกล่าว น�ามาสู่เงื่อนไขที่ส่งเสริมและเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว
เรื่องการเข้าถึงสิทธิชุมชน โดยเงื่อนไขที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหว คือ มีการรวมกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน ชาวบ้าน
และกลุ่มคนที่มีความตระหนักถึงสิทธิชุมชนและการจัดการทรัพยากรในพื้นที่โดยชุมชน รวมถึงมีกลุ่มอาชีพและ
มีหน่วยงานภายนอกสนับสนุนด้วยความจริงใจ รวมทั้งมีสถาบันทางศาสนาของชุมชนที่เป็นแหล่งยึดเหนี่ยว
ความรู้สึกของคนในชุมชน
ส่วนเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวเพื่อเข้าถึงสิทธิชุมชน พบว่า การที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๔๗
บังคับใช้กฎหมายได้อย่างจริงจัง อาจเป็นเพราะผู้กระท�าผิดไม่เคารพกฎหมาย หรือความทับซ้อนกันของหน่วยงาน ผลการด�าเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
หลายหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ในด้านต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งอาจเป็นเพราะความไม่ชัดเจนของการกระท�าผิด
ที่ท�าให้เจ้าหน้าที่อาจเสี่ยงที่จะมีความผิด เป็นต้น ประกอบกับอุปสรรคด้านการสื่อสารระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่
อุปสรรคเหล่านี้มีส่วนท�าให้เกิดความสับสนในการสร้างความเข้าใจระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งอาจบานปลายกลายเป็น
ความเข้าใจผิดในเจตนาของผู้กระท�าแต่ละฝ่าย จนเกิดเป็นความขัดแย้งขึ้น และส่งผลให้ลดทอนการมีส่วนร่วม
ในกิจกรรมหรือโครงการต่าง ๆ ในเวลาต่อมาท�าให้การเคลื่อนไหวของชาวประมงพื้นที่อ่าวปัตตานีประสบความส�าเร็จ
แตกต่างกันในแต่ละประเด็น

