Page 69 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559
P. 69

ชิ้นนี้ คือ การขาดแคลนกลไกตรวจสอบและติดตามผล ในบรรดามาตรฐานทั้งหมดที่ศึกษาในรายงานชิ้นนี้ มีเพียงแนวปฏิบัติ
        ส�าหรับบรรษัทข้ามชาติขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

        และสังคมที่ยั่งยืนของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) เท่านั้นที่มีกลไกการตรวจสอบติดตามผล และรับเรื่องร้องเรียนว่า
        บริษัทผู้รับมาตรฐานได้ปฏิบัติตามมาตรฐานจริง หรือไม่ เพียงใด ทั้งนี้ การประกาศว่าตนรับมาตรฐานย่อมมิได้หมายความว่า
        บริษัทปฏิบัติตามมาตรฐานนั้น ๆ อย่างครบถ้วนแต่อย่างใด


                 ปัจจุบันการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนถือเป็นส่วนส�าคัญของหลักการ แนวปฏิบัติ และมาตรฐานทุกชุดที่รณรงค์

        ส่งเสริมความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม (CSR) ตั้งแต่ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) เป็นต้นมา
        ตลอดจนมาตรฐานระดับอุตสาหกรรมต่าง ๆ  ซึ่งบริษัทไทยให้ความสนใจเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง มาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
        กับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจจึงมีความครอบคลุมและเพียงพอแล้ว กสม. จึงไม่จ�าเป็นต้องพัฒนามาตรฐานใหม่

        ซึ่งปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมาพบว่า เป็นเรื่องของการขาดความรู้ ความเข้าใจของภาคธุรกิจในภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะ วิธีการ
        และระบบการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพ


                 นอกจากนี้ งานวิจัยยังระบุว่า หัวใจของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของภาคธุรกิจอยู่ที่การตรวจสอบและประเมินสถานะ
        ขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Due Diligence ) ซึ่งจากการศึกษาวิเคราะห์มาตรฐานภายในและนอกประเทศ

        จ�านวน ๘ มาตรฐาน พบว่า ทุกมาตรฐานยกเว้นข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ และหลักการก�ากับกิจการที่ดีของ OECD ก�าหนด
        ให้บริษัทที่รับมาตรฐานต้องจัดท�าและด�าเนินการตามกระบวนการดังกล่าว โดยหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่ง
        สหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights :UNGP) ได้ก�าหนดองค์ประกอบส�าคัญ ๔ ประการ

        ในการจัดท�ากระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านส�าหรับภาคธุรกิจ ได้แก่ ๑) การประกาศนโยบายและหลักการ
        ของบริษัทที่ว่าด้วยการเคารพสิทธิมนุษยชน โดยบูรณาการเข้ากับระบบประเมินความเสี่ยงของบริษัท (ข้อ ๑๗) ๒) การประเมินผล
        กระทบที่เกิดขึ้นจริงหรือมีแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมของบริษัท (ข้อ ๑๘) ๓) การบูรณาการข้อผูกมัดเชิงนโยบายเข้ากับการ
        ประเมิน รวมถึงกลไกควบคุมภายในและภายนอก (ข้อ ๑๙) และ ๔) การติดตามและรายงานผลการด�าเนินงาน (ข้อ ๑๙ และ ๒๐)



                 ข้อเสนอแนะ
                 (๑)  ปัจจุบันมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจมีครอบคลุมและเพียงพอ กสม.
        ไม่จ�าเป็นต้องพัฒนามาตรฐานใหม่

                 (๒) กสม. ควรจัดท�าคู่มือตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence) จัดการ
        อบรม เผยแพร่องค์ความรู้ดังกล่าวต่อภาคธุรกิจ และติดตามตรวจสอบการด�าเนินงานตามคู่มือเป็นระยะ และควรมีบทบาทใน
        การจัดท�า อบรม และเผยแพร่คู่มือตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ในฐานะ “เครื่องมือ” สนับสนุนให้ภาคธุรกิจ
        สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานต่าง ๆ ที่ตนรับแล้ว อย่างแท้จริงและวัดผลได้ โดยในการออกแบบคู่มือดังกล่าว กสม. สามารถ
        บูรณาการเนื้อหาจากมาตรฐานต่าง ๆ ตามระดับที่เหมาะสม เข้ากับองค์ประกอบทั้ง ๔ ส่วนของกระบวนการตรวจสอบตาม

        หลักการ UNGP จากนั้น เมื่อเผยแพร่คู่มือแล้ว กสม. ก็สามารถมีบทบาทในการติดตามตรวจสอบบริษัทว่าได้ปฏิบัติตาม
        กระบวนการดังกล่าว หรือไม่ อย่างไร นอกจากนี้ กสม. ยังควรร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจในประเทศไทย
        ในการเผยแพร่คู่มือ และสร้างแรงจูงใจให้เอกชนน�าคู่มือไปปฏิบัติและเชิญ กสม. มาติดตามหรือประเมินการปฏิบัติตามคู่มือ



                 การน�าไปใช้ประโยชน์
                 ใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนของคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง และเป็นข้อมูลในการส่งเสริม
        ให้ภาคธุรกิจด�าเนินธุรกิจโดยเคารพสิทธิมนุษยชน น�าไปเผยแพร่ในห้องสมุด/ผ่านทางเว็บไซต์ จัดพิมพ์เป็นหนังสือเผยแพร่
        และน�าไปต่อยอดการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Human Rights Due Diligence เพื่อเป็นเครื่องมือให้ภาคธุรกิจเคารพ

        สิทธิมนุษยชน


                ร�ยง�นผลก�รปฏิบัติง�นคณะกรรมก�รสิทธิมนุษยชนแห่งช�ติ  60  ประจำ�ปีงบประม�ณ พ.ศ. ๒๕๕๙
   64   65   66   67   68   69   70   71   72   73   74