Page 275 - รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
P. 275

P a ge  | 225




               เชิงงดเวนไมกระทําการอันเปนการละเมิดสิทธิดังกลาวเทานั้น หรือรัฐจะตองมีหนาที่ในการจัดเตรียมมาตรการ

               เพื่อสงเสริมและคุมครองคุณภาพสิ่งแวดลอมอันเปนบทบาทเชิงรุกดวยหรือไม

                          ในคดี Oneryildiz v. Turkey ของภูมิภาคยุโรป สิทธิมนุษยชนที่นํามากลาวอางเพื่อใชในการระงับ

               ขอพิพาทเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมนี้คือสิทธิในการมีชีวิต ในการนี้ศาลไดกลาวถึงหนาที่ของรัฐไวดวยวาไมจํากัดเพียง

               หนาที่เชิงลบ (Negative Obligation) เทานั้น แตรัฐยังตองมีหนาที่เชิงบวก (Positive Obligation) ในการ

               ดําเนินมาตรการเพื่อปกปองคุมครองชีวิตของประชาชนดวย ซึ่งในที่นี้ไดแกการเขาไปกํากับดูแลกิจการที่มี

               ความเสี่ยงตอชีวิตมนุษยดวย ทั้งนี้ แมหนาที่เชิงบวกดังกลาวจะผนวกอยูกับสิทธิในชีวิต โดยที่ศาลไมไดกลาว

               ควบคูไปกับประเด็นสิ่งแวดลอมโดยตรงก็ตาม แตก็ยอมสะทอนใหเห็นแนวทางในการตีความหนาที่ของรัฐที่มี
               ตอสิทธิมนุษยชนภายใตบริบทของขอพิพาททางสิ่งแวดลอม วาไมจํากัดแตเพียงหนาที่ในการงดเวนการกระทํา

               อันเปนการละเมิดสิทธิมนุษยชนเทานั้น แตรัฐยังตองมีมาตรการในการปองกันอันเปนหนาที่เชิงบวกหรือ

               บทบาทเชิงรุกดวย


                          เชนเดียวกันกับในคดี Yanomami v. Brazil ของภูมิภาคอเมริกาที่กลาวถึงหนาที่ของรัฐไวใน

               ลักษณะเดียวกันกับในคดี Oneryildiz v. Turkey   กลาวคือรัฐมีหนาที่ตองปองกันความเสื่อมโทรมของ
               สิ่งแวดลอมอันจะสงผลกระทบตอชีวิตและสุขภาพของประชาชนดวย การที่รัฐละเลยหนาที่ดังกลาวจึงเปน

               กรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ รายงานวาดวยสถานการณสิทธิมนุษยชนในประเทศเอกวาดอรที่

               จัดทําโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนไดกลาวถึงการที่รัฐไมออกระเบียบหรือมาตรการเพื่อปองกันปญหา

               สิ่งแวดลอมจนเกิดผลรายแกประชาชนวาอาจถือเปนการละเมิดสิทธิมนุษยชนได แนวทางการพิจารณาหนาที่

               ของรัฐตอสิทธิเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมจึงรวมถึงบทบาทเชิงรุกที่รัฐจะตองกระทําการเพื่อปองกันปญหาสิ่งแวดลอม

               ดวย

                          สําหรับภูมิภาคแอฟริกา แมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะไมไดกลาวโดยตรงในคดี SERAC and

               Another v. Nigeria วารัฐตองมีบทบาทเชิงรุก แตหากพิจารณาจากเนื้อหาของคําพิพากษาที่กลาวถึงการที่

               รัฐบาลไนจีเรียไมไดเขาตรวจสอบการดําเนินงานและมาตรการความปลอดภัยของบริษัทน้ํามันและไมไดให

               ขอมูลแกประชาชนเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นวาเปนกรณีที่รัฐบาลไนจีเรียกระทําการขัดตอสิทธิมนุษยชน

               เชนนี้แลว ยอมสะทอนใหเห็นวารัฐบาลตองมีหนาที่เชิงบวกหรือบทบาทเชิงรุกในการปองกันปญหาสิ่งแวดลอม

               เนื่องจากการที่รัฐบาลไนจีเรียบกพรองตอหนาที่ดังกลาวจึงเปนกรณีที่ขัดตอสิทธิมนุษยชน

                          กลาวโดยสรุป องคกรทางสิทธิมนุษยชนในทั้งสามภูมิภาคไดมองบทบาทและหนาที่ของรัฐตอสิทธิ

               มนุษยชนที่เกี่ยวของกับสิ่งแวดลอมวาไมไดจํากัดอยูเพียงหนาที่เชิงลบเทานั้น แตรัฐยังตองมีหนาที่กระทําการ
   270   271   272   273   274   275   276   277   278   279   280