Page 99 - คู่มือสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
P. 99
นักการศาสนาบางท่านให้ความเห็นว่า การพ้นจากศาสนานั้น
เป็นความผิดที่เขาผู้นั้นต้องรับผิดชอบต่อพระผู้เป็นเจ้าเอง ซึ่งหากว่ามีการ
ลงโทษประหารชีวิตด้วยเหตุผลของการพ้นจากศาสนาจริง มันก็จะไปขัดแย้ง
กับโองการที่ว่า
ความว่า “ไม่มีการบังคับใด (ให้นับถือ) ในศาสนาอิสลาม” (บางส่วน
ของอายะฮ์อัล บากอเราะห์ : 256) และเมื่อไม่มีการลงโทษที่บันทึก
ในอัลกุรอานแล้ว หากมามองในแง่ของสุนนะห์ของท่านศาสดามุฮัมมัด
จะพบว่าจากบทสรุปในหลายส่วน นักวิชาการมุสลิมให้ความเห็นในหลายด้าน
บ้างก็ว่าการพ้นจากศาสนาจำาเป็นต้องถูกประหารโดยอ้างเอาฮะดิษของ
อิบนุอับบาส ที่ว่า
ความว่า “ผู้ใดเปลี่ยนศาสนาจงฆ่าเขา” (บันทึกโดยบุคอรีย์ : 238)
แต่ทั้งหมดก็ถูกอีกฝ่ายโต้แย้ง โดยอ้างหลักฐานจากอัลกุรอานในซูเราะห์ที่ 2
อายะห์ที่ 256 และสุนนะห์ (จริยวัตรและแบบอย่าง) ของท่านศาสดา
มุฮัมมัด โดยวิจารณ์ว่าการสังหารที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคดีความอื่น (เช่น การปล้น)
ไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนศาสนา โดยทั้งนี้มีหลักฐานบางประการจากคอลีฟะห์
(ผู้นำาสูงสุดหลังจากการสิ้นชีวิตของท่านศาสดามุฮัมมัด) อุมัร (รด.) ว่าท่าน
ได้สั่งให้ทหารของท่านจัดการกับผู้เปลี่ยนศาสนาอย่างสันติวิธี หรือหากชักชวน
ไม่ได้ผล ก็ควรจำาคุกดีกว่าการประหาร นักวิชาการมุสลิมจึงให้ความเห็นว่า
การเปลี่ยนศาสนาของมุสลิมคนหนึ่งนั้น ควรจำากัดให้เป็นโทษแบบตะอ์ซีร
(คือ อยู่ในดุลพินิจของผู้พิพากษา) หากการเปลี่ยนศาสนานั้นไม่ได้ส่งผล
ต่อความมั่นคงของรัฐ ก็ไม่จำาเป็นต้องลงโทษ หรือแค่แนะนำาตักเตือน
แต่หากการเปลี่ยนศาสนามีผลต่อความมั่นคงของรัฐ หรือเปลี่ยนด้วยเจตนา
ของการก่อกบฏต่อรัฐ ก็อาจจำาคุกหรือประหารชีวิตได้ ซึ่งทัศนะนี้ได้รับ
การยอมรับมากกว่าทัศนะของบางมัซฮับ (สำานักคิดทางนิติศาสตร์อิสลาม)
ที่กล่าวว่ามันเป็นโทษประเภท ฮัด (ความผิดที่ชัดเจน)
คู่มือสิทธิมนุษยชนศึกษาสำาหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 83

