Page 96 - คู่มือสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
P. 96
2. สิทธิมนุษยชนด้านความเสมอภาคทางด้านกฎหมาย
ธรรมนูญมะดีนะฮ์ ได้ระบุไว้เกี่ยวกับสิทธิดังกล่าว เช่น
มาตราที่ 4 - 11 ได้ระบุไว้ความว่า “ส่วน BanuAwf, Banu-Harith,
BanuSaidah, BanuJusham, BanuNajjar, Banu Amr Ibn’ Awf,
Banu’Nabit, Banu-Aws จะต้องจ่ายเงินค่าทำาขวัญตามธรรมเนียม
ปัจจุบันของพวกเขาอย่างที่พวกเขาเคยจ่ายเมื่อครั้งยังไม่ได้นับถือศาสนา
และการไถ่เชลยจะต้องปฏิบัติโดยวิธีการที่ดีและยุติธรรมอย่างที่ปฏิบัติกัน
ในหมู่บรรดาผู้ศรัทธา” (ดร.อักรอม ฎิยาฮฺ อุมรีย์, 1983 : 121)
จากมาตราดังกล่าวที่ได้ปรากฏข้างต้น จะเห็นได้ว่าท่านศาสดา
มุฮัมมัดได้ร่างธรรมนูญมะดีนะฮ์ โดยที่ท่านไม่ได้คำานึงถึงเชื้อชาติ ชนเผ่า
เพศ ศาสนา หรือตำาแหน่งฐานะทางสังคมแต่อย่างใด กล่าวคือ ท่านศาสดา
มุฮัมมัดได้กำาหนดสิทธิและหน้าที่ให้เผ่าต่างๆ ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน
ไม่มีเผ่าใดที่เหนือกว่าเผ่าใด กล่าวคือ ในกรณีที่มีการฆาตกรรมเกิดขึ้น
ในเมืองมะดีนะฮ์ ไม่ว่าจะเป็นคนในตระกูลใด หรือเผ่าใด ผู้ใดฆ่าผู้อื่นเขา
จะต้องจ่ายค่าทำาขวัญ (ดิยัต) ให้กับครอบครัวของผู้ตายเช่นเดียวกัน แม้แต่
เชลยศึกก็ได้รับการปฏิบัติอย่างดีและมีความยุติธรรม (ในมาตราที่ 4-11
ของธรรมนูญมะดีนะฮ์)
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากการตีความดังกล่าวข้างต้นจะสอดรับกับ
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human
Rights) ค.ศ. 1948 ที่ได้ระบุถึงความเสมอภาคดังที่ปรากฏดังนี้
ข้อที่ 1 ได้ระบุไว้ว่า ความว่า “มนุษย์ทั้งหลายเกิดมาอิสระเสรี
และเท่าเทียมกัน ทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิประสาท
เหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยจิตวิญญาณของความเป็น
พี่น้อง”
80 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

