Page 97 - คู่มือสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
P. 97

3. สิทธิด้านเสรีภาพในการนับถือศาสนา


                         ธรรมนูญมะดีนะฮ์ได้ระบุไว้เกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวใน
                         มาตราที่ 25 ความว่า “พวกยิวตระกูลบนูเอาฟ์เป็นประชาคมเดียวกัน
                  กับบรรดาผู้ศรัทธา พวกยิวก็มีศาสนาและพวกมุสลิมก็มีศาสนาด้วยกัน

                  รวมทั้งบ่าวและตัวของพวกเขาเอง ทั้งนี้ ยกเว้นผู้ประพฤติผิดและการ
                  ทำาบาป เพราะพวกนี้ทำาลายตัวเองและครอบครัวของพวกเขาเองเท่านั้น”
                  (อักรอม ฎิยาฮฺอุมรีย์, 1983 : 121)
                         จากมาตราที่ได้ปรากฏข้างต้นจะเห็นได้ว่า ท่านศาสดามุฮัมมัด

                  ได้กำาหนดให้พวกยิวมีสิทธิศรัทธาเลื่อมใสในศาสนาของเขา และปฏิบัติกิจ
                  ในหนทางของความศรัทธาของพวกเขาได้อย่างเสรี มวลมุสลิมก็มีสิทธิ
                  ที่จะศรัทธาและปฏิบัติศาสนกิจทุกอย่างตามความเลื่อมใสศรัทธาเช่นเดียวกัน
                  (ยะกู้บ ท้วมประถม, มปป : 163) และท่านศาสดามุฮัมมัดยอมรับให้พวกยิว

                  ยังคงนับถือศาสนาเดิมและไม่ได้บังคับคนหนึ่งคนใดให้เข้ารับนับถืออิสลาม
                  แต่ท่านจะเปิดโอกาสให้พวกเขาเลือกเอาว่าจะเข้ารับอิสลามหรือยังคงอยู่
                  ในศาสนาเดิมของพวกเขาที่ซึ่งสนองตอบคำาดำารัสของอัลลอฮ์ที่ว่า
                         ความว่า “ไม่มีการบังคับ (ให้นับถือ) ในศาสนาอิสลาม..”. (อัลบะ

                  เกาะเราะฮห์ : 256)
                         นอกจากนี้ ศาสนาอิสลามยังอนุญาตและเปิดโอกาสให้พวกเขา
                  สามารถปฏิบัติศาสนกิจและปกปักษ์รักษาศาสนสถานของพวกเขาไว้
                  โดยที่ไม่มีการละเมิดแต่อย่างใด

                         ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากการตีความดังกล่าวข้างต้นจะสอดรับกับ
                  ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human
                  Rights) ค.ศ. 1948 ที่ได้ระบุถึงสิทธิดังกล่าว ดังนี้











                                    คู่มือสิทธิมนุษยชนศึกษาสำาหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  81
   92   93   94   95   96   97   98   99   100   101   102