Page 98 - คู่มือสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
P. 98
ข้อที่ 18 ได้ระบุไว้ความว่า “บุคคลมีสิทธิในเสรีภาพแห่งความคิด
มโนธรรมและศาสนา สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะเปลี่ยนศาสนาหรือความเชื่อถือ
และเสรีภาพที่จะแสดงให้ศาสนาหรือความเชื่อถือประจักษ์ในรูปของ
การสั่งสอน การปฏิบัติกิจความเคารพสักการะบูชา สวดมนต์และการถือ
ปฏิบัติพิธีกรรม ไม่ว่าโดยลำาพังตนเอง หรือร่วมกับผู้อื่นในประชาคม
และในที่สาธารณะหรือส่วนตัว” (นพนิธิ สุริยะ, 2537 : 126-127)
แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ไม่สอดคล้องกันอยู่ระหว่าง
รัฐธรรมนูญมะดีนะฮ์กับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948
ในประเด็นของเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนา เพราะในปฏิญญาสากล
ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 นั้นได้ระบุอย่างชัดเจนว่า “บุคคลมีสิทธิ
เสรีภาพที่จะเปลี่ยนศาสนาหรือความเชื่อ” ซึ่งต่างกับหลักการอิสลาม
อย่างสิ้นเชิง เพราะตามหลักการอิสลามถือว่าการเปลี่ยนศาสนา
หรือการพ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม [คือ การหันหลังจากศาสนาอิสลาม
ไปสู่ศาสนาอื่น หรือจากตัดขาดจากอิสลามไปยังกุฟรฺ (ผู้ไม่ศรัทธาต่อ
พระผู้เป็นเจ้า) ส่วนผู้ที่กระทำาการดังกล่าวเรียกว่า “มุรตัด”] ถือว่า
เป็นบาปใหญ่ และโทษของเขาในโลกหน้า คือ การลงนรก ส่วนโทษ
ในโลกนี้ทุกคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าโทษของมันคือการประหารชีวิต แต่ใน
ความเป็นจริงเมื่อเราพิจารณาจากอัลกุรอาน เราจะพบว่าอัลกุรอาน
ได้บัญญัติเรื่องการพ้นจากศาสนาไว้ 13 อายะห์ (โองการ) ในแต่ละซูเราะห์
(บท) (อาละอิมรอน : 85) (อันนะห์ลุ : 106) แต่จากทั้งหมดพบว่า
ไม่มีโองการใดเลยที่ระบุถึงโทษทัณฑ์ที่ต้องได้รับบนโลกนี้ โทษทั้งหมด
ถูกระบุว่าเป็นความรับผิดชอบของพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าจะมีการ
ก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้นแล้วก็ตาม
82 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

