Page 18 - รายงานประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี 2551 - 2552
P. 18
16
16
รายงานการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕
รายงานการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒๑-๒๕๕๒
๒. มาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน
๒.๑ ม�ตรฐ�นต�มกฎหม�ยระหว่�งประเทศ
กฎหมายระหว่างประเทศได้กำาหนดมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนที่สำาคัญไว้ในสนธิ
สัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ ที่ได้รับการรับรองโดยที่ประชุมระหว่าง
ประเทศในกรอบสหประชาชาติ ปัจจุบันมีสนธิสัญญาที่ถือกันว่าเป็นสนธิสัญญาหลักด้านสิทธิ
มนุษยชน จำานวน ๙ ฉบับ ซึ่งประเทศไทยเข้าเป็นภาคีแล้ว รวม ๗ ฉบับ คือ
(๑) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง
(๒) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
(๓) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
(๔) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ
(๕) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ
(๖) อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย
ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำายีศักดิ์ศรี
(๗) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ
นอกจากนั้น ประเทศไทยยังเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาข้างต้น
บางฉบับ ได้แก่ พิธีสารเลือกรับภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติต่อสตรีในทุก
รูปแบบ (เมื่อปี ๒๕๔๓) และพิธีสารเลือกรับสองฉบับภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (เมื่อปี ๒๕๔๙)
อย่างไรก็ตาม ในการเข้าเป็นภาคีกติกาและอนุสัญญาระหว่างประเทศดังกล่าว
ข้างต้น ไทยได้ตั้งข้อสงวนและถ้อยแถลงตีความในบางข้อบทของกติกาหรืออนุสัญญาเพื่อตีกรอบให้
กติกาหรืออนุสัญญานั้นๆ มีผลบังคับใช้กับไทยเท่าที่ไม่ขัดกับกฎหมายภายใน ซึ่งบางประเทศมองว่า
เป็นการลดทอนผลของกติกาหรืออนุสัญญาในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ที่ผ่านมา ไทยได้มีการ
ถอนข้อสงวนบางข้อ แต่จนถึงปลายปี ๒๕๕๒ ประเทศไทยยังคงยืนยันข้อสงวนและถ้อยแถลงตีความ
ไว้ในหลายส่วน คือ การแถลงตีความและการตั้งข้อสงวนอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติ
ทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (ตั้งข้อสงวนใน มาตรา ๔ วรรค ก. วรรค ข. วรรค ค. และข้อ ๒๒) และได้ทำา
ถ้อยแถลงตีความทั่วไปว่า “รัฐบาลไทยจะไม่ตีความหรือใช้บทบัญญัติใดๆ ที่ปรากฏในอนุสัญญาเป็น
พันธกรณีที่เกินกว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายภายในได้บัญญัติไว้ และการ

