Page 77 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2563)
P. 77

76         วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน


                   5.2 การแต่งทนายความ
                        ก�รแต่งทน�ยคว�มเข้�ว่�ต่�งหรือให้คว�มช่วยเหลือท�งกฎหม�ยในศ�ลทห�รนั้น ในกรณีที่เป็นคดี
            ที่อยู่ในอำ�น�จพิจ�รณ�พิพ�กษ�ของศ�ลอ�ญ�ศึก  พระร�ชบัญญัติธรรมนูญศ�ลทห�ร  พ.ศ.  2498  ม�ตร�
            55  วรรคสี่  กำ�หนดห้�มมิให้แต่งทน�ยคว�มเข้�ว่�ต่�งในคดี  หลักเกณฑ์ในบทบัญญัติดังกล่�วเป็นกรณีที่ไม่
            สอดคล้องกับหลักคว�มเสมอภ�คที่บุคคลทั่วไปควรที่จะได้รับ  และไม่สอดคล้องต่อหลักก�รคุ้มครองสิทธิของ
            จำ�เลยในคดีอ�ญ� ซึ่งศ�ลอ�ญ�ศึกนอกจ�กจะมีอำ�น�จพิจ�รณ�พิพ�กษ�คดีซึ่งผู้กระทำ�คว�มผิดเป็นบุคคลที่
            อยู่ในอำ�น�จศ�ลทห�รที่กระทำ�คว�มผิดต่อกฎหม�ยทห�รหรือกฎหม�ยอื่นในท�งอ�ญ�แล้ว  ยังมีอำ�น�จ
            พิจ�รณ�พิพ�กษ�คดีที่บุคคลซึ่งมิใช่บุคคลที่อยู่ในอำ�น�จศ�ลทห�รหรือเป็นพลเรือนซึ่งกระทำ�คว�มผิดอ�ญ�
            ในเขตอำ�น�จของศ�ลอ�ญ�ศึกด้วยดังนั้นจึงไม่ควรตัดสิทธิก�รมีทน�ยคว�มของจำ�เลยในศ�ลอ�ญ�ศึก  อีกทั้ง
            รัฐมีหน้�ที่ในก�รให้คว�มคุ้มครองสิทธิแก่บุคคลในรัฐเสมอ ไม่ว่�รัฐจะตกอยู่ในสภ�วก�รณ์เช่นใด และถ้�จะมี
            ก�รจำ�กัดสิทธิก็จะต้องเป็นไปโดยจำ�เป็นและน้อยที่สุดเท่�ที่จะทำ�ได้

                        นอกจ�กนี้ จำ�เลยในศ�ลอ�ญ�ศึกนั้นอ�จเป็นเชลยศึกก�รห้�มแต่งทน�ยคว�มเข้�ว่�ต่�งในคดีย่อม
            เป็นก�รไม่สอดคล้องกับอนุสัญญ�เจนีว�เกี่ยวกับก�รปฏิบัติต่อเชลยศึก ข้อ 105 เนื่องจ�กบทบัญญัติดังกล่�ว
            นั้นได้ให้สิทธิในก�รต่อสู้คดีของเชลยศึกไม่ว่�จะเป็นก�รจัดห�ล่�มหรือทน�ยคว�มต�มที่เชลยศึกต้องก�ร
            และต�มกฎหม�ยว่�ด้วยบังคับก�รให้เป็นไปต�มอนุสัญญ�เจนีว�เกี่ยวกับก�รปฏิบัติต่อเชลยศึกได้บัญญัติห้�ม
            มิให้ศ�ลพิพ�กษ�ลงโทษเชลยศึกโดยไม่ได้ให้โอก�สแก่เชลยศึกในก�รต่อสู้คดี  หรือโดยไม่ให้ได้รับก�รช่วย
            เหลือต�มเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในข้อ 105 แห่งอนุสัญญ� และก�รที่กฎหม�ยห้�มมิให้มีก�รแต่งทน�ยคว�มใน
            ศ�ลอ�ญ�ศึกนั้นยังเป็นก�รไม่สอดคล้องกับกติก�ระหว่�งประเทศว่�ด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิท�งก�รเมือง
            ข้อ 14 (3) (ข) (ง) ต�มที่ได้กล่�วม�แล้ว และยังไม่สอดคล้องต่อแนวนโยบ�ยแห่งรัฐซึ่งกำ�หนดให้รัฐพึงให้คว�ม
            ช่วยเหลือท�งกฎหม�ยที่จำ�เป็นและเหม�ะสมแก่ผู้ย�กไร้หรือผู้ด้อยโอก�สในก�รเข้�ถึงกระบวนก�รยุติธรรม
            รวมตลอดถึงก�รจัดห�ทน�ยคว�มให้ ต�มรัฐธรรมนูญแห่งร�ชอ�ณ�จักรไทย พุทธศักร�ช 2560 ม�ตร� 68
            วรรคท้�ยอีกด้วย
                          ดังนั้น เพื่อให้ก�รคุ้มครองสิทธิของจำ�เลยในกระบวนก�รยุติธรรมต�มรัฐธรรมนูญและให้
            กระบวนก�รยุติธรรมท�งอ�ญ�ในเรื่องก�รแต่งทน�ยคว�มเป็นม�ตรฐ�นเดียวกัน  และเกิดคว�มเสมอภ�ค
            ในก�รคุ้มครองและเสรีภ�พขั้นพื้นฐ�นของจำ�เลยในคดีอ�ญ� ทั้งในศ�ลทห�รและศ�ลพลเรือน ควรกำ�หนด
            หลักเกณฑ์ในก�รแต่งทน�ยคว�มให้จำ�เลยในศ�ลทห�รให้มีคว�มสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในก�ร
            แต่งทน�ยคว�มให้กับจำ�เลยในศ�ลพลเรือน และควรให้จำ�เลยมีสิทธิแต่งทน�ยคว�มเข้�ว่�คว�มแก้ต่�ง
            ในศ�ลทห�รได้ทุกคดีและทุกศ�ล ไม่ว่�จะเป็นศ�ลทห�รในเวล�ปกติ ศ�ลทห�รในเวล�ไม่ปกติ หรือศ�ลอ�ญ�ศึก
                    5.3 การดำาเนินคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

                           ก�รฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอ�ญ�ในศ�ลทห�รนั้น พระร�ชบัญญัติธรรมนูญศ�ลทห�ร พ.ศ.
            2498 ม�ตร� 51 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่� เมื่ออัยก�รทห�รร้องขอศ�ลทห�รมีอำ�น�จพิพ�กษ�ให้จำ�เลยคืน
            ทรัพย์ใช้ร�ค�ทรัพย์  หรือใช้ค่�สินไหมทดแทนคว�มเสียห�ยให้แก่รัฐบ�ลได้ในกรณีที่จำ�เลยกระทำ�ผิด  และ
            ม�ตร� 53 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่� ผู้เสียห�ยจะร้องขอให้จำ�เลยคืนทรัพย์ ใช้ร�ค�ทรัพย์หรือใช้ค่�สินไหม
            ทดแทนคว�มเสียห�ยในศ�ลทห�รไม่ได้
                           ต�มบทบัญญัติดังกล่�ว เห็นได้ว่�ก�รดำ�เนินคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอ�ญ�ของศ�ลทห�รและ
            ศ�ลพลเรือนมีข้อแตกต่�งกันบ�งประก�ร  กล่�วคือ  ผู้มีอำ�น�จร้องขอให้ศ�ลพิพ�กษ�คืนทรัพย์  หรือใช้ร�ค�
            ทรัพย์ในศ�ลพลเรือนมีทั้งพนักง�นอัยก�รและผู้เสียห�ย  ซึ่งพนักง�นอัยก�รมีอำ�น�จขอให้คืนทรัพย์หรือใช้
            ร�ค�ทรัพย์แทนผู้เสียห�ยได้ต�มฐ�นคว�มผิดที่บัญญัติในประมวลกฎหม�ยวิธีพิจ�รณ�คว�มอ�ญ�ม�ตร� 43
   72   73   74   75   76   77   78   79   80   81   82