Page 102 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2563)
P. 102

100         วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน




            ไดเรื่องนี้จะไมใชการแทงเสรี  เพราะการทําแทงตองผานระบบเรื่องการทําแทงโดยปลอดภัย  แลวอะไร
            ปลอดภัยหรือไมปลอดภัยจะถูกกําหนดโดยเงื่อนไขของรัฐ  และเมื่อมีผลกระทบตอศีลธรรมหรือสังคม

            จึงตองเกิดกระบวนการมาจัดการในเรื่องเหลานี้ ดังนั้น ในการบัญญัติกฎหมายจึงตองมีเงื่อนไข ถาศึกษา
            คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกลาว ศาลเห็นวาเรื่องนี้เปนเรื่องที่หญิงมีเจตจํานงก็จริง ตามประมวล
            กฎหมายอาญา มาตรา 305 ที่เขามารองรับดวยการเปดชองใหทําแทงได แตมีเงื่อนไขวาตองกระทํา
            ดวยแพทย ถาเขาประสงคจะทําแทงจะตองมาปรึกษากับแพทยวา มีผลกระทบตอสภาพจิตใจ มีความเสี่ยง

            หรือเปนอันตรายหรือไม จากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ตองโยงไปที่มาตรา 305 ซึ่งจะตอง
            สอดรับกันเปนระบบ บางทีเราตีความกฎหมายมาตราเดียวไมได จะตองมีเรื่องของกระบวนการเขามาดวย
            ซึ่งมาตรา 305 มาหลังมาตรา 301 การที่จะดําเนินการตามมาตรา 305 ได นั้น มาตรา 301
            ตองเปดชองใหสามารถดําเนินการตามมาตรา 305 ได ดังนั้น เราตองคิดและใชกฎหมายใหเปนระบบ

            ก็จะเปนธรรม
                   การใชกฎหมายอยางเปนระบบ ดูโครงสรางของกฎหมาย อะไรมากอนอะไรมาหลัง สัมพันธกัน
            หรือไม ดูความสอดคลองของกฎหมาย ถาไมสอดคลองแลวตองนําไปสูการแกไขกฎหมาย
            การบัญญัติกฎหมาย เชน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ตองมี self-determination ที่จะให

            โยงไปสูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 305 ดวย ดังนั้น มาตรา 301 ตองเปดชองใหหญิงมีเงื่อนไข
            เชน หญิงมีสิทธิเสรีภาพที่จะตัดสินใจแตการตัดสินใจนั้นตองมีเงื่อนไขวาตองทําอยางไร มีกระบวนการ
            อยางไร ตองดูความจําเปน ปญหาทางเศรษฐกิจ เมื่อเด็กคลอดมาแลวตองเลี้ยงดูอยางไร ตองมองปญหา
            ในสังคมดวย อยาลืมวาที่ใดมีสังคมที่นั่นมีกฎหมาย สังคมมากอนกฎหมาย การมีกฎหมายก็เพื่อสังคม

            การใชกฎหมายตองเพื่อแกปญหาของสังคมใหสังคมเดินตอไปได แตบางครั้งเราไปเครงครัดกับตัวบท
            กฎหมายมากเกินไป ไมไดมองเจตนารมณของกฎหมายหรือคุณธรรมทางกฎหมายวามีอยูอยางไร
            การออกกฎหมายจึงใหฝายนิติบัญญัติสามารถคาดคะเนบางอยางได เปดชองได ดังนั้น เราตองดูกอนวา
            คุณธรรมทางกฎหมายของเรื่องนี้คืออะไร เมื่อเราไมไดมองเรื่องคุณธรรมทางกฎหมายทําใหเรา

            ไปไมถึงหลักความไดสัดสวนซึ่งเปนหลักความเปนธรรม ทําใหมนุษยเปนมนุษย ทําใหเขากลับคืนสูสังคมได
            ไมใชเขากระทําลงไปแลวตองตกเปนผูตองหา ไมสามารถกลับคืนสูสังคมได ตรงนี้เห็นวาหลักความได
            สัดสวนนํามาใชกับการลงโทษได และชวยไดมาก เราไมคอยไดคิดถึงเรื่องหลักความไดสัดสวน แตเราไป
            คิดถึงแตตัวบทกฎหมายที่นํามาใชลงโทษ อยางเชนยี่ตอกจะทําใหดุลพินิจถูกจํากัด จริง ๆ แลวในแตละ

            คดีจะแตกตางกัน จึงอาจตองมีขอยกเวนหรือไม ระบบกฎหมายของไทยเปนระบบซีวิลลอว ไมใชระบบ
            คอมมอนลอวที่ยึดตามแนวคําพิพากษาของศาลในการลงโทษ  แตละคดีจะแตกตางกันจึงตองเอาหลัก
            ความไดสัดสวนมาปรับกับการใชดุลพินิจวาแตละคดีเปนอยางไร เราไมคอยใชหลักความไดสัดสวน
            แตไปใชยี่ตอก ไปใชคําพิพากษา เราไมคอยนําเรื่องความไดสัดสวนมาพูดเกี่ยวกับการใชดุลพินิจ

            ในการลงโทษ เรื่องเหตุผลของเรื่องหรือ nature of things ตองรูวาคืออะไร nature of things
            จะซอนอยูในขอเท็จจริงนั้นทั้งหมด ถาเราหา nature of things ได เราสามารถนําหลักความไดสัดสวน
            มาใชไดโดยไมตองไปใชยี่ตอก
   97   98   99   100   101   102   103   104   105   106   107